บทที่ 21

ผู้ใดเป็นฝ่ายหวั่นไหวก่อน

“เยี่ยนหลิงมีพิรุธ จงระวังกองทัพเจิ้นหนานให้ดี”

บัดนี้ บนจดหมายลับฉบับนั้น คำว่า “เยี่ยน” ที่เขียนไว้อย่างเด่นชัด กลับแทบไม่ต่างอะไรจากคำว่า “เยี่ยน” บนบัตรเชิญเลยแม้แต่น้อย ทั้งลายเส้น ปลายพู่กัน กระทั่งแรงกดหมึก ล้วนเป็นแบบเดียวกันทุกประการ งามพลิ้วดุจมังกรเหิน หงส์ร่ายรำ แข็งแกร่งทรงพลัง

และคำว่า “เยี่ยน” สองคำนั้น ก็ราวกับกำลังหัวเราะเยาะนาง

หัวเราะเยาะความไม่รู้ประมาณตนของเยี่ยนหลิง หัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของนาง

นางกลับคิดจะไปฝึกหมาป่าตัวหนึ่งให้เชื่อง คิดจะไกล่เกลี่ยกับศัตรูจากชาติภพก่อนเสียด้วยซ้ำ

เดิมทีนางเคยคิดว่าเป็นไปได้

ทว่าที่แท้กลับเป็นเพียงเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

นางกำจดหมายฉบับนั้นไว้แน่น ถึงขั้นหลุดหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง

เซียวจิ้นบอกว่าจดหมายลับฉบับนี้ไม่ใช่เขาเขียน แต่นางกลับเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

นางเชื่ออย่างไร้เดียงสาถึงเพียงนั้น

ชั่วขณะนั้น นางพลันเกลียดความไร้เดียงสาของตนเองจับใจ

สองชาติภพแล้ว นางยังพลาดท่าให้คนคนเดิม

ความรู้สึกนั้นราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงหนึ่งฉาด แสบร้อนจนเจ็บไปทั้งแก้ม

จากนั้น ความชังจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในดวงตาของนาง ความแค้นจากชาติภพก่อนกับความรู้สึกถูกหักหลังในชาตินี้ หลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

พอดีในเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากใต้ชายคาระเบียง

เยี่ยนหลิงอดเงยดวงตาที่คุกรุ่นด้วยความชิงชังขึ้นมาไม่ได้

ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นเซียวจิ้นซึ่งถือกิ่งดอกเหมยอยู่ในมือ ก้าวเดินอย่างแช่มช้อยเบาสบาย พอเห็นเยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ แววตาของเขาก็พลันมีประกายขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง

กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยข้ามทั้งตำหนักมากับอากาศ

หอมกรุ่นชวนให้ใจสงบลุ่มลึก เขาถือดอกไม้อยู่ในมือ ดวงตาแฝงรอยยิ้ม ทว่ายิ่งเป็นเช่นนั้น เยี่ยนหลิงก็ยิ่งมองเขาไม่ออก

ความโกรธจึงลุกวาบขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ

เยี่ยนหลิงก้าวสามก้าวเป็นสองก้าวพุ่งไปตรงหน้าเซียวจิ้น ภายใต้แววตาตกตะลึงของเขา ฝ่ามือหนึ่งก็สะบัดฟาดลงบนใบหน้าเขาอย่างแรง

เซียวจิ้นถูกตบจนศีรษะหันเฉไปด้านข้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่เช่นนั้น แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ถัดมา นางก็ควักจดหมายลับฉบับนั้นออกมา กระแทกมันไปตรงหน้าเขา

“จดหมายฉบับนี้ เจ้าเป็นคนเขียนใช่หรือไม่”

น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยการคาดคั้นและความแค้น “อย่าบอกข้าว่าไม่ใช่เจ้า! ลายมือแบบนี้กับที่เจ้าเขียนไว้ในห้องของเจ้า ชัดเจนว่าเป็นคนคนเดียวกัน”

แววตกตะลึงฉายวาบขึ้นในดวงตาเซียวจิ้น ก่อนที่เขาจะเหมือนตระหนักบางอย่างได้ แสงในดวงตาคู่นั้นก็ค่อยๆ มืดลงทีละน้อย

เขาหันศีรษะที่ถูกตบจนเอียงกลับมา มองลึกเข้าไปในดวงตาเปี่ยมโทสะของเยี่ยนหลิง แต่กลับไม่พูดสักคำ

ความโกรธของเยี่ยนหลิงถาโถมเข้ามาราวคลื่นยักษ์ “คำว่าเยี่ยนสองคำนี้เหมือนกันทุกกระเบียด เจ้าจะยังมีอะไรให้พูดอีก” นางหัวเราะอย่างเดือดดาล “ก็จริง เจ้าไม่มีทางแก้ตัวได้อยู่แล้ว”

พอนึกถึงว่าเซียวจิ้นเคยเพื่อปิดบังนาง จงใจยกเรื่องมือบาดเจ็บมาเป็นข้ออ้าง ถึงขั้นยอมแสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อเรียกความสงสาร เพียงเพราะไม่ยอมคัดลอกจดหมายฉบับนี้

ที่แท้ก็เพราะกลัวถูกจับได้

แต่นางกลับโง่งมเชื่อเขา เชื่อว่าเขาเขียนหนังสือไม่ได้เพราะมือบาดเจ็บ เชื่อคำพูดของเขาว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ใช่เขาเขียน

เพียงเพราะเขาพูด นางก็เชื่อ

เชื่ออย่างนั้นง่ายดายเหลือเกิน

หรือว่าในสายตาเขา นางก็เป็นเพียงคนโง่คนหนึ่ง

คนโง่ที่หลอกได้อย่างง่ายดาย? คนโง่เง่าเต็มตัว?

“ใช่ ข้าเขียนเอง” ในที่สุดเซียวจิ้นก็เอ่ยขึ้น “แต่…”

ยังไม่ทันที่เซียวจิ้นจะพูดจบ เยี่ยนหลิงก็ไม่อาจทนต่อไปได้อีก

เขาจะยังมีอะไรให้พูดอีกเล่า?

นางชักกระบี่เล่มหนึ่งออกจากแท่นวางดาบในทันใด กระบี่หลุดออกจากฝัก แสงเย็นเยียบคมกริบวาบสะท้อนออกมา

เพียงพริบตาเดียว เยี่ยนหลิงก็ยกกระบี่แทงเข้าใส่เซียวจิ้น “เจ้ามีความสามารถอีกเท่าใด ก็เอาออกมาให้หมด!”

คราวนี้เยี่ยนหลิงไม่เหมือนตอนอยู่ลานฝึกที่ยังออมมือไว้ ทุกกระบวนท่าล้วนหมายเอาชีวิตเขา

เป็นเพราะนางไม่เด็ดขาดพอ เป็นเพราะนางใจอ่อนเกินไป

บัดนี้ดูแล้ว คมมีดอย่างเซียวจิ้นช่างคมกริบเกินไป เกือบย้อนมาบาดตัวนางเองเสียแล้ว

ในมือเซียวจิ้นมีเพียงกิ่งเหมยกิ่งหนึ่ง พอเห็นเยี่ยนหลิงแทงกระบี่เข้ามา ก็ทำได้เพียงใช้กิ่งเหมยรับไว้

ปลายกิ่งยังมีดอกเหมยผลิบานอยู่ ครั้นแตะถูกคมกระบี่ของเยี่ยนหลิง กิ่งเหมยกิ่งนั้นก็หักสะบั้นลงในฉับพลัน

ดอกเหมยร่วงโปรยกระจาย เพียงลมพัดวูบก็ปลิวสลายไปหมด

เขามองกิ่งเหมยที่หักพังนั้นด้วยความเสียดาย ก่อนรีบหลบอีกกระบวนหนึ่งอย่างฉิวเฉียด

“ฟังข้าอธิบาย…” เซียวจิ้นโยนกิ่งหักที่เหลือเพียงก้านทิ้ง รีบถอยร่นไปด้านหลัง

แม้ฝีเท้าจะเร่งร้อน แต่กลับไม่เสียจังหวะ วิชาตัวเบาอ่อนแข็งสมดุลอย่างยิ่ง

เยี่ยนหลิงตั้งใจจะเอาชีวิตเขาแน่วแน่ ไม่คิดฟังคำแก้ตัวใดทั้งสิ้น

ยามตื่นตระหนก เซียวจิ้นเผลอใช้พลังภายในขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ก้าวเท้าจึงยิ่งเบาและรวดเร็ว หลบซ้ายหลีกขวา พื้นฐานวรยุทธ์เผยออกมาอย่างหมดเปลือก ที่แท้เขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์!

เมื่อเห็นเซียวจิ้นหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว เยี่ยนหลิงก็เหมือนถูกคนเอาไม้ทุบลงกลางศีรษะ

พอนึกถึงว่าไม่นานมานี้ นางยังคิดจะสอนเขาว่าจะใช้มือซ้ายดำเนินชีวิตให้ดีกว่านี้อย่างไร ก็ยิ่งทั้งอับอายทั้งเดือดดาล

เขากำลังเล่นนางเหมือนเล่นลิงในมือ

ค่ำคืนนั้นที่นอกเมืองซึ่งทั้งสองเปิดใจสนทนากัน เกรงว่าก็คงเป็นเพียงแผนการ เป็นการหยั่งเชิงจับจุดอ่อนของนางอย่างแม่นยำ

อะไรนะ วันครบเจ็ดวันของแมวขาว?

น่าชังนัก!

เซียวจิ้นหลบซ้ายหลีกขวาอย่างรีบร้อน ทั้งสองต่อสู้กันพลางถอยออกมานอกตำหนักโดยไม่รู้ตัว

เสียงเอิกเกริกนั้นเรียกผู้คนให้มามุงดู

ชิวชุ่ยกับชิวหลินรีบเร่งมาถึง

พอเห็นสภาพตรงหน้า ต่างก็ตาค้างอ้าปากค้าง ชั่วขณะหนึ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เซียวจิ้นไม่มีแก่ใจจะสนใจสิ่งอื่น ระหว่างหลบก็พูดไปด้วยว่า “ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อหลอกอ๋องหยง ให้เขาถอนทัพ! ใช้กองทัพเจิ้นหนานมาข่มขู่อ๋องหยงเหมาะสมที่สุด แต่ข้าไม่คิดว่าแผนของเจ้าจะเป็นเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว…”

เขารีบพูดยืดยาวออกมาเป็นชุด

เยี่ยนหลิงยังคงไล่ฟันโดยไม่สนสิ่งใด แต่พอได้ยินเช่นนั้น กระบวนท่ากลับชะลอลงเล็กน้อย

นางถือกระบี่ไว้ในมือ แววตาคมกริบ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าโกรธจนแทบควบคุมไม่อยู่

คนอย่างเซียวจิ้น ต่อให้มือขวาบาดเจ็บ เพียงอาศัยฝีเท้าก็ยังหลบกระบี่ของนางได้

ถึงตอนนี้เยี่ยนหลิงจึงเพิ่งตระหนักว่า เซียวจิ้นอาจไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแท้จริง

นางนึกถึงประโยคที่หรงจี้เคยพูดไว้ว่า เขามายังต้าเซิ่งด้วยจุดประสงค์ที่ไม่บริสุทธิ์

เยี่ยนหลิงสูดลมหายใจลึก

นางเชื่อใจเขามากเกินไปจริงๆ

พอคิดให้ดี สิ่งที่เซียวจิ้นทำมาตลอด บัดนี้มองกลับไป กลับกลายเป็นแผนการที่มุ่งตรงมาที่นางตั้งแต่ต้น

ตั้งแต่การพบกันยามเยาว์วัย แมวขาวตัวนั้นที่มอบให้นาง จนถึงไม่กี่วันก่อนที่ล่อให้นางตามไปสนทนานอกเมือง ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในใจนางทีละน้อย จนทำให้นางยอมเป็นฝ่ายถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เอง หวังจะหลอมเขาให้เป็นมีดที่คมที่สุดในมือของตน!

จนท้ายที่สุด ถึงกับคิดจะขอความภักดีจากเขา

เรื่องทั้งหมดนี้ ที่แท้ก็เป็นเพียงแผนการคำนวณเท่านั้น!

เป็นยุทธวิธีที่วางไว้ล่วงหน้าอย่างประณีต

เป็นการล่าเหยื่อที่พุ่งเป้ามายังนาง!

ระหว่างพรานกับเหยื่อ ยังจะแยกออกได้อีกหรือว่าใครเป็นใคร?

นางเคยคิดว่าตนเองคือพรานผู้ยืนอยู่เหนือทุกสิ่ง

แต่ที่แท้ เขาต่างหากเล่า!

ในใจเยี่ยนหลิงมีรสชาติปะปนกันสารพัน ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนหนาวเหน็บหัวใจหรือคับแค้นใจมากกว่ากัน

เห็นว่าแม้ถึงเพียงนี้แล้ว เซียวจิ้นก็ยังไม่ตอบโต้ นางจึงเชิดคางขึ้น หัวเราะเยาะอย่างเย็นชาว่า “เจ้าก็ตอบโต้สิ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้มีแค่นี้”

เซียวจิ้นเงียบไป ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น มองเยี่ยนหลิงด้วยสายตาจริงจังและจริงใจ ราวกับความรู้สึกลึกซึ้งเอ่อล้น “บ่าวจะไม่มีวันทรยศต่อองค์หญิง ไม่มีวันเลิกเป็นมีดเล่มหนึ่งในพระหัตถ์ขององค์หญิง”

พูดจบ เขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ก้มศีรษะลงจนชิดอก เป็นท่าทางยอมให้ประหารอย่างแท้จริง

แววตาของเยี่ยนหลิงซับซ้อนยิ่งนัก กระบี่ที่ยกขึ้นชี้ตรงไปยังเซียวจิ้น แต่กลับฟันลงไม่ออกเสียที

เซียวจิ้นสัมผัสได้ถึงคมกระบี่ที่เฉี่ยวต้องเส้นผมตรงขมับหูของเขา

ชั่วขณะนั้น เจตนาฆ่าฟันปกคลุมอยู่รอบกายเขา

ถูกลอบคุกคามอยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่เกินนี้

ทว่าเยี่ยนหลิงกลับมือสั่น นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะขว้างกระบี่คมในมือทิ้งด้วยความชิงชัง สุดท้ายก็ยอมล้มเลิก

กระบี่กระแทกลงบนแผ่นศิลาเขียวไม่ไกลนัก เกิดเสียงโลหะกระทบกันใสกังวาน ราวกับไม่พอใจที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง หลังเสียงกระทบกันอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็สงบลง

“ไปหาชิวหลิน…” เยี่ยนหลิงมีแววตาซับซ้อนก่อนเอ่ยว่า “ยังจำคุกหลวงได้หรือไม่? ไปที่นั่น รับโทษเสียด้วยตนเอง”

“ขอรับ!” เซียวจิ้นก้มหน้ารับคำ

ชิวหลินกำลังจะก้าวออกมา แต่กลับเห็นเซียวจิ้นลุกจากที่เดิม หันมามองตนแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนองครักษ์ชิวหลินลงทัณฑ์ให้ข้าด้วย”

ชิวหลินขมวดคิ้วนิดหนึ่ง มองลึกเข้าไปในดวงตาลึกล้ำของเซียวจิ้น ชั่วครู่กลับมองไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงทำได้เพียงพยักหน้า

เซียวจิ้นหันหลังเดินจากไปพร้อมชิวหลิน

ครั้นจากไป สายตาของเขาหยุดค้างอยู่บนกิ่งเหมยที่หล่นอยู่บนพื้นชั่ววูบ จากนั้นจึงเผยสีหน้าเสียดาย ก่อนหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ

ชิวหลินพาเซียวจิ้นจากไป เงาหลังของทั้งสองเลือนหายไปตรงปลายระเบียงยาว

เยี่ยนหลิงหันกลับเข้าเรือน ทว่าสายตากลับอดไม่ได้ที่จะถูกกิ่งเหมยหักตรงใต้ชายคาดึงดูดไว้

ดอกเหมยแม้จะยับเยินเสียหายจนแทบดูไม่ออกแล้ว แต่กลับยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาเป็นสาย ยั่วยวนหัวใจอย่างประหลาด

คิดดูแล้ว หากกิ่งเหมยนี้ยังสมบูรณ์งดงาม คงจะงามนักเป็นแน่

เยี่ยนหลิงไม่มองกิ่งเหมยนั้นอีก ราวกับในที่สุดก็สลัดขยะบางอย่างทิ้งไปได้แล้ว นางก้าวเข้าไปในตำหนักอย่างเด็ดเดี่ยว

ชิวชุ่ยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา ก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จา แล้วติดตามเยี่ยนหลิงเข้าไปด้านใน

เพิ่งก้าวเข้าตำหนัก สิ่งแรกที่เห็นก็คือบัตรเชิญที่เซียวจิ้นคัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เยี่ยนหลิงพินิจบัตรเชิญเหล่านั้นอย่างละเอียด คำว่า “เยี่ยน” ในชื่อผู้รับ “เยี่ยนหลิ่วซื่อ” เด่นชัดอยู่ตรงหน้า

ความผิดหวังอย่างหนักหน่วงเข้าปกคลุมตัวนาง

เยี่ยนหลิงข่มอารมณ์ของตน ไม่อยากให้เซียวจิ้นมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของนางอีก

นางชี้ไปยังบัตรเชิญเหล่านั้น แล้วสั่งชิวชุ่ยว่า “นี่คือบัตรเชิญงานเลี้ยงส่งท้ายปีในวัง เจ้านำไปส่งตามจวนต่างๆ เสีย”

ชิวชุ่ยค้อมรับ แล้วก้าวไปเก็บบัตรเชิญเหล่านั้นออกไป

วันที่สอง เซียวจิ้นไม่ได้มารายงานตัว

วันที่สาม ก็ยังไม่มาอีก

กลับเป็นชิวหลินที่มาถึงก่อน

“องค์หญิง สามวันก่อนพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ตรวจสอบเซียวจิ้นอย่างละเอียด บัดนี้พอจะมีเบาะแสบ้างแล้ว”

ชิวหลินกล่าวว่า “นับแต่เซียวจิ้นติดตามองค์หญิงออกจากวังมา เขาก็ได้รับอิสรภาพ มักจะไปยังตลาดฝั่งตะวันตกของเมืองเพื่อพบพ่อค้าชาวเป่ยจิ้งผู้หนึ่งอยู่เสมอ”

เขากล่าวต่อ “ข้าน้อยตรวจสอบแล้ว คนผู้นี้ก็คือบิดาของหลิ่วหานอวี้ เซียวจิ้นติดต่อกับคนผู้นี้หลายครั้ง ขอประทานอภัยที่ต้องพูดตรงๆ เกรงว่าเขาจะมีใจคิดคด”

เยี่ยนหลิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดูคล้ายไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้าง แต่ก็ดูไม่ประหลาดใจนัก “รู้แล้ว”

นางเอ่ยอย่างเฉยชา

เงียบไปชั่วครู่

“แล้วเหตุใดจึงไม่เห็นเซียวจิ้น” หยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “หรือหนีไปแล้ว?”

ชิวหลินเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ แต่กลับเห็นเยี่ยนหลิงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านไร้กระดูก เสื้อแดงดุจเปลวเพลิง งามหยดย้อยโดยธรรมชาติ จึงรีบก้มหน้าลง “เขา…เกรงว่าคงจะไม่มาแล้วขอรับ”

ชิวหลินดูราวกับเอ่ยยากอยู่บ้าง “วันนั้น…เขากลับขอให้ข้าน้อยลงมือให้หนักหน่อย ข้าน้อยพอนึกถึงที่องค์หญิงถูกเขาหลอกลวง ก็เลยใช้แส้เฆี่ยนเขาอย่างแรง” น้ำเสียงของเขาเบาลง “ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่”

ร่างของเยี่ยนหลิงที่พิงอยู่บนเก้าอี้แข็งชะงัก ก่อนนางจะนั่งตัวตรงขึ้น ทว่าใบหน้ากลับไร้อารมณ์ “ออกไปได้!”

ชิวหลินรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

แต่เยี่ยนหลิงกลับเรียกเขาไว้กะทันหัน “ให้ชิวชุ่ยเข้ามา จุดธูปสงบใจเสีย”

ไม่กี่อึดใจต่อมา ชิวชุ่ยก็เข้ามาในตำหนัก จุดธูปสงบใจ กลิ่นหอมยาวนานค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง

ควันบางลอยวนสูงขึ้น ราวเมฆมงคลและกระเรียนเหิน

เยี่ยนหลิงมองควันนั้น สูดกลิ่นธูปสงบใจเข้าไป แล้วอดยกมือขึ้นนวดหน้าผากไม่ได้ ในที่สุดก็รู้สึกว่าอาการปวดศีรษะทุเลาลงไปบ้าง

พอนึกถึงว่าเซียวจิ้นหลอกลวงนางมาตลอด ความหนาวเหน็บและความอ่อนแรงที่เพิ่งรู้ตัวช้าก็ผุดขึ้นจากใจ

“ชิวชุ่ย หากคนคนหนึ่งหลอกลวงเจ้ามาตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้ายังจะเชื่อใจเขาอีกหรือไม่?”

ชิวชุ่ยซึ่งยืนรับใช้อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ก็รู้ทันทีว่าองค์หญิงใหญ่หมายถึงผู้ใด นางจึงตอบอย่างอวดดีกล้าหาญว่า “องค์หญิงของพวกเราคือผู้ใดเล่า ก็องค์หญิงใหญ่แห่งต้าเซิ่งอย่างไรเล่า ใครหลอกพระองค์ พระองค์ก็หลอกกลับเสียก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ”

เยี่ยนหลิงชะงักไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง

ที่แท้นางกลับไม่ใจกว้างเท่าชิวชุ่ยเสียอีก

ใช่แล้ว สิ่งใดที่ข้าเยี่ยนหลิงได้มาไม่ได้ ไม่อยากได้แล้ว เช่นนั้นก็ทำลายมันเสียให้สิ้นเรื่อง!

น่าเสียดายเหลือเกิน

ก่อนหน้านี้นางถึงขั้นเคยคิดว่าอาจวางความแค้นจากชาติภพก่อนได้แล้ว

เขาก็คงจะไม่เดินซ้ำเส้นทางในอดีต สามารถเป็นมีดเล่มหนึ่ง กระบี่เล่มหนึ่ง สุนัขตัวหนึ่งใต้บังคับบัญชานางได้อย่างสงบ!

บัดนี้ดูแล้ว กลับเป็นนางที่ยึดติดเสียเอง

พอดีในเวลานั้นเอง ชิวหลินก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

ฝีเท้าเร่งรีบ ดูคล้ายมีเรื่องด่วนจะรายงาน

เพียงเห็นว่าเขาก้าวเข้าประตูตำหนักมาก็คุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “องค์หญิง มีข่าวคราวกองกำลังเก่าของอ๋องหยงแล้วขอรับ”

สีหน้าของเยี่ยนหลิงพลันเปลี่ยน ดวงตาคมขึ้นทันที

หลังอ๋องหยงถูกกวาดล้าง พวกกำลังเก่าของเขาหาได้หายไปไม่ หากแต่แฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ ราวกับกำลังรอจังหวะบางอย่าง

เดิมคิดว่าเมื่ออ๋องหยงตายไป พวกนั้นไร้หัวหน้า ฝูงชนอันไร้ระเบียบนี้คงสลายตัวไปในไม่ช้า นึกไม่ถึงว่ากลับยังได้ยินข่าวจากปากชิวหลินอีก

“ว่ามา!” เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างเด็ดขาด

“กำลังเก่าของอ๋องหยงรวมตัวกันอยู่ที่เขาหมางจวิน บัดนี้ตั้งตนเป็นโจรภูเขาแล้ว…” ชิวหลินหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ข้าน้อยขอรับบัญชาไปปราบขอรับ”

เขาหมางจวิน… หากนางจำไม่ผิด เดิมทีก็มีพวกโจรภูเขาอยู่แล้ว อีกทั้งยังตีไม่แตกมานานหลายปี ก่อภัยแก่ผู้คนในท้องถิ่น

“หากข้าจำไม่ผิด เขาหมางจวินเหมือนจะเป็นพื้นที่กันง่ายโจมตียาก ตีให้แตกได้ยากยิ่ง ราชสำนักเคยส่งกำลังไปปราบหลายครั้ง ล้วนสูญเสียอย่างหนักแล้วพ่ายกลับมา”

“กราบทูลองค์หญิง ใช่ขอรับ” ชิวหลินรายงานตามจริง “ภูมิประเทศของเขาหมางจวินอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ใดไปก็มักไม่กลับ มีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในหมื่น”

“อืม” เยี่ยนหลิงตอบเบาๆ อย่างเฉยเมย หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องไป!”

นางเอ่ยต่อว่า “ข้ามีคนที่เลือกไว้แล้ว”

ชิวหลินเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ แต่กลับได้ยินเสียงเย็นชาของเยี่ยนหลิง “เวลานี้เซียวจิ้นอยู่ที่ใด?”

ชิวหลินกำลังสงสัยว่าเหตุใดองค์หญิงจึงเอ่ยถึงเซียวจิ้นขึ้นมากะทันหัน แล้วพลันคิดอะไรออก สีหน้าจึงเปลี่ยนไปด้วยความตกใจ “องค์หญิงมิได้คิดจะ… แต่เซียวจิ้นเขาบาดเจ็บสาหัสนะขอรับ!”

เยี่ยนหลิงแค่นเสียงเย็น “แล้วอย่างไร ต่อให้บาดเจ็บหนักเพียงใดก็เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ”

ชิวหลินจึงหยุดความคิดจะทัดทานต่อในทันที “อยู่ที่เรือนซีเยวี่ยนขอรับ”

ขณะนั้นธูปสงบใจเพิ่งมอดพอดี ชิวชุ่ยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงจะจุดเพิ่มให้เยี่ยนหลิง แต่กลับเห็นนางลุกขึ้น เดินออกไปด้านนอก ทิศทางที่มุ่งไปนั้นคือเรือนซีเยวี่ยน

เรือนซีเยวี่ยนในจวนองค์หญิงใหญ่

เยี่ยนหลิงก้าวเข้าไป แต่กลับหยุดอยู่ก่อนจะถึงประตูห้อง

นางอดขมวดคิ้วไม่ได้ รู้สึกว่าการมาที่นี่ในครั้งนี้ช่างเกินจำเป็นเหลือเกิน

นางถูกผีบังตาหรืออย่างไร เหตุใดถึงต้องอยากพบเขาให้ได้สักครั้ง?

ฝีเท้าจึงหยุดชะงักไม่ก้าวต่อไปอีก กลับเปลี่ยนทิศจะเดินออกจากเรือนซีเยวี่ยนแทน

ทว่าทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงไออย่างรุนแรงดังมาจากในห้อง ตามมาด้วยเสียงทึบของของหนักหล่นกระแทกพื้น

ฝีเท้าของเยี่ยนหลิงหยุดลงในฉับพลัน ความคิดในใจต่อสู้กันอย่างหนักอยู่ชั่วขณะ บอกกับตนเองว่านี่จะเป็นการพบเซียวจิ้นครั้งสุดท้าย

ดังนั้น นางจึงหาเหตุผลเกลี้ยกล่อมตนเองได้ ก่อนจะหมุนตัวผลักประตูเข้าไป

เพียงเห็นว่าเซียวจิ้นเปลือยท่อนบน ทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยแส้ชวนให้สะพรึง กำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง เอื้อมมือจะหยิบอะไรบางอย่าง

โต๊ะเตี้ยบนพื้นคว่ำอยู่ กาน้ำบนโต๊ะกลิ้งตกลงพื้น น้ำหกเจิ่งนองไปทั่ว

ที่แท้เสียงดังเมื่อครู่ก็คือเสียงโต๊ะเตี้ยล้ม เยี่ยนหลิงคิดในใจ

ไม่รู้เพราะเหตุใด หัวใจกลับคลายลงอย่างประหลาด

พอเซียวจิ้นเห็นเยี่ยนหลิงเข้ามากะทันหัน เขาตกใจจนลืมความเจ็บ ใช้มือยันร่างท่อนบนขึ้นอย่างฝืนตัวเอง ทว่าแรงนั้นกลับฉุดรอยแส้บนตัวให้ปวดแปลบ จนเขาต้องกัดฟันแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืมฝืนลุกลงจากเตียงเพื่อคุกเข่าคารวะเยี่ยนหลิง

หลังจากดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง เซียวจิ้นก็คุกเข่าลงกับพื้น ท่อนบนเปลือยเปล่า ไม่รู้ว่าแดงระเรื่อเพราะเจ็บปวดหรือเพราะความอับอายกันแน่

และสภาพอเนจอนาถเช่นนี้ กลับถูกเยี่ยนหลิงเห็นเข้าพอดี

ทั้งใบหน้าและลำตัวของเขามีสีแดงเรื่อ

เยี่ยนหลิงพยายามกดความอึดอัดและความกระสับกระส่ายอันละเอียดอ่อนที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน

นางฝืนทำสีหน้าเย็นชาใส่เซียวจิ้น “บาดเจ็บเสียถึงเพียงนี้ ดูน่าเกลียดนัก!”

ร่างทั้งร่างของเซียวจิ้นแข็งค้าง แต่ก็ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น ก้มหน้าลง ไม่กล่าวคำใด

เยี่ยนหลิงรู้สึกไร้รสชาติ ยิ่งชังใจหนักขึ้น จึงก้าวเข้าไปตรงหน้าเขา แล้วยื่นมือเชยคางเขาขึ้นมาอย่างแรง

เซียวจิ้นคุกเข่าอยู่ แต่ใบหน้ากลับถูกบังคับให้เงยสูงขึ้น

ยามสบตากัน สายตาของเยี่ยนหลิงที่เหยียดมองอย่างโอหังนั้น ทำให้เซียวจิ้นทั้งอับอายทั้งขัดเคืองอย่างยิ่ง

แต่เขาไม่ได้ระเบิดออกมา เพียงอดกลั้นไว้เท่านั้น

เยี่ยนหลิงแค่นเสียง จากนั้นก็เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มาวันนี้ตรงๆ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าไถ่โทษด้วยความชอบ”

นางกล่าวว่า “อ๋องหยงตายแล้วก็จริง แต่พวกเหลือรอดของเขากลับไปตั้งตนเป็นโจรอยู่ที่เขาหมางจวิน เจ้าไปกำจัดพวกมันเสีย”

เขาหมางจวิน?

เมื่อนึกถึงสภาพของเขาหมางจวินในตอนนี้ แววประหลาดใจก็วาบขึ้นในดวงตาเซียวจิ้น เขามองเยี่ยนหลิงตรงๆ “ขอถามองค์หญิง จะทรงมอบกำลังทหารให้บ่าวเท่าใด?”

เยี่ยนหลิงเหลือบมองเขาอย่างเฉยชา คำที่เอ่ยออกมากลับเย็นเยียบไร้เมตตา “เจ้าเพียงผู้เดียว”

เซียวจิ้นได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าตกตะลึง สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงดวงตาแน่วแน่ของเยี่ยนหลิง มือของเขาค่อยๆ กำแน่นเป็นหมัด

เขาเริ่มเข้าใจความหมายของเยี่ยนหลิงแล้ว นางคิดจะส่งเขาไปตายจริงๆ

เขาหัวเราะขื่นๆ เสียงหนึ่ง

“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่า จะเป็นมีดเล่มหนึ่งในมือข้าตลอดไป?” เยี่ยนหลิงแค่นเสียง “ตอนนี้ถึงเวลาที่มีดเล่มนี้ควรถูกใช้งานแล้ว”

แต่ผู้ใดจะคิดว่าเซียวจิ้นเพียงก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม ราวกับยอมรับชะตาเช่นนี้แล้ว ก่อนรับคำอย่างสงบ “บ่าวน้อมรับบัญชานายขอรับ”

เยี่ยนหลิงแค่นเสียงเย็น แล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป

ปล่อยให้เซียวจิ้นคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเยียบ ลมหนาวพัดเข้ามาทางประตูที่เปิดอ้า พัดปอยผมข้างขมับของเขาให้ปลิวระเรื่อ

การไปเขาหมางจวินครั้งนี้ของเซียวจิ้น มีแต่ตายกับตาย

สามวันต่อมา ในตำหนักเจาหลิน

เยี่ยนหลิงเอ่ยว่า “พระคลังร่อยหรอ ข้าจึงสั่งให้กระทรวงพิธีการลดทอนงานเลี้ยงในวังครั้งนี้ให้เรียบง่ายที่สุดแล้ว”

พอได้ยินดังนั้น หวังไทเฮาก็ขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย แววตามองเยี่ยนหลิงมีความไม่พอใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้แสดงออก

นอกตำหนัก ชิวชุ่ยยืนเฝ้าอยู่ใต้ชายคาระเบียงของตำหนักเจาหลิน ฟังเสียงขององค์หญิงใหญ่จากข้างใน แล้วหันไปกลับเห็นเหวินหรูจั๋วเดินมาตามทางระเบียง

ชิวชุ่ยพลันดวงตาเป็นประกาย รีบก้าวลงจากขั้นบันไดไปต้อนรับ “ท่านเหวิน”

เหวินหรูจั๋วเห็นว่าเป็นชิวชุ่ย ก็เผยสีหน้าประหลาดใจในตอนแรก จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ความยินดีก็ปรากฏขึ้นทันที “แม่นางชิวชุ่ย องค์หญิงเสด็จเข้าวังแล้วหรือ?”

ชิวชุ่ยพยักหน้า จากนั้นบนใบหน้าก็มีความกระดากอยู่บ้าง นางเอ่ยกับเหวินหรูจั๋วว่า “ท่านเหวิน ข้าต้องขออภัยท่าน”

เหวินหรูจั๋วที่กำลังลอบมองเข้าไปทางตำหนักเจาหลิน พอได้ยินเช่นนั้นก็ชะงัก “เพราะเหตุใด?”

ชิวชุ่ยจึงเล่าความจริง “ก็เรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นแหละเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่ผิด เดิมทีคิดว่าองค์ชายตัวประกันจริงใจต่อองค์หญิงของพวกเรา ใครจะรู้ว่า…” พอพูดมาถึงตรงนี้ นางก็ไม่พูดต่อ กัดริมฝีปากเบาๆ ราวกับยากจะเอ่ยออกมา

เหวินหรูจั๋วได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แข็งค้างไปชั่วขณะ “เซียวจิ้นเขาทำอะไร?”

ชิวชุ่ยอดเดือดดาลไม่ได้ “อย่างที่ท่านเหวินพูดจริงๆ องค์ชายตัวประกันกับองค์หญิงของพวกเราไม่ใช่คนทางเดียวกันเลย เขากล้าทรยศต่อองค์หญิงด้วย”

นางกล่าวต่อ “ท่านเหวินรู้หรือไม่ จดหมายลับฉบับที่กองกำลังกบฏยิงเข้ามาฉบับนั้น ที่แท้ก็เป็นลายมือขององค์ชายตัวประกัน”

เหวินหรูจั๋วตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเย็นชา “ด้วยนิสัยของเขา ก็ไม่แปลกหรอก”

แต่ชิวชุ่ยกลับยิ่งโกรธมากขึ้น “แต่องค์หญิงของพวกเราไม่รู้ไปโดนมนตร์ใดเข้า ถึงยังใช้งานองค์ชายตัวประกันหนักหน่วง ส่งเขาไปปราบโจรภูเขาเสียอีก”

“อะไรนะ? โจรภูเขา?” เหวินหรูจั๋วตกใจ เหตุใดองค์หญิงใหญ่จึงตัดสินใจเช่นนี้กะทันหัน

แต่ชิวชุ่ยกลับกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ ดูเหมือนจะเป็นพวกเหลือรอดของอ๋องหยงไปตั้งตนเป็นโจรเสียแล้ว”

เหวินหรูจั๋วเม้มริมฝีปาก จากนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่า เยี่ยนหลิงกำลังส่งเซียวจิ้นไปตาย

แต่ในใจเขากลับยังมีไฟกองหนึ่งกำลังลุกไหม้ ทั้งริษยาและคับแค้นจนยากจะทน เยี่ยนหลิงยอมส่งคนที่ทรยศต่อนางออกไปทำงานได้ แต่กลับไม่ยอมใช้เขาซึ่งเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา

เพียงเพราะเขาเคยรังแกเซียวจิ้นหรือ?

เพียงเท่านี้ เขาก็สูญเสียความเชื่อถือในสายตานางแล้วหรือ?

เหวินหรูจั๋วคล้ายคนเสียวิญญาณ ถึงขั้นไม่รู้จะวางตัวอย่างไร สมองมึนงงคล้ายคิดอะไรไปมากมาย แต่กลับไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ต่อให้ชิวชุ่ยเรียกเขา เขาก็ไม่ได้ยิน แล้วจากไปเพียงลำพัง

“คนประหลาด!” ชิวชุ่ยบ่นอุบ ก่อนส่ายหน้าถอนใจ

แล้วก็เห็นเยี่ยนหลิงเดินออกมาจากตำหนักเจาหลิน ใบหน้าไม่สู้ดีนัก ราวกับเพิ่งทะเลาะกับใครมา

ชิวชุ่ยรีบติดตามอยู่ด้านหลัง

แต่เยี่ยนหลิงกลับก้าวเร็วมาก เดินเข้ามุมระเบียง ก่อนจะเลี้ยวหายไป

ชิวชุ่ยตกใจ รีบตามไปดู

ทว่ากลับได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมระเบียงนั้น “เหตุใดองค์หญิงถึงยอมใช้เซียวจิ้น แต่กลับไม่ยอมใช้ข้า?”

ที่แท้เหวินหรูจั๋วซึ่งจากไปแล้วได้ย้อนกลับมา และเวลานี้ก็เป็นฝ่ายขวางทางเยี่ยนหลิงไว้

ชิวชุ่ยตกใจจนทำได้เพียงหลบอยู่ตรงมุม จากตรงนี้พอดีที่นางจะเห็นเพียงแผ่นหลังเย็นชาของเยี่ยนหลิง กับใบหน้าร้อนรนของเหวินหรูจั๋ว

ได้ยินเหวินหรูจั๋วกล่าวว่า “องค์หญิงทรงเชื่อข้าได้ทุกประการ หากมีสิ่งใดก็โปรดใช้ข้า ข้าน้อยยอมลุยไฟฝ่าทะเลเลือด ตายหมื่นครั้งก็ไม่เสียดาย”

เยี่ยนหลิงเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “เพราะอะไร?”

จากนั้น ชิวชุ่ยก็ได้เห็นภาพที่นางไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

ในความทรงจำของนาง ท่านเหวินผู้สุภาพอ่อนโยนมาโดยตลอด พลันหน้าแดงก่ำขึ้นมา “องค์หญิงใหญ่ ข้าน้อย…ข้าน้อยรักใคร่พระองค์มาโดยตลอด ปรารถนาเพียงให้พระองค์หันกลับมามองข้าสักครั้ง ให้ได้เห็นความภักดีและความรู้สึกที่ข้าซ่อนไว้มาช้านาน”

เยี่ยนหลิงดูเหมือนจะชะงักงันไป ข่มตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

ชิวชุ่ยได้ยินเสียงของนางที่เย็นชาไร้อารมณ์ “ท่านเหวินคงพูดเล่นกระมัง”

เหวินหรูจั๋วกลับร้อนใจ ดวงตาแดงก่ำ “ข้าน้อยจริงใจ…”

“แล้วอย่างไร?” เยี่ยนหลิงพลันเดือดขึ้นมา คำพูดรวดเร็วและบาดลึก “แล้วเจ้าหวังให้ข้าตอบสนองอย่างไร? จะรักหรือไม่รักเป็นเรื่องของเจ้า แต่จะตอบรับหรือไม่เป็นเรื่องของข้า อีกอย่าง ฐานะของเราต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!”

เหวินหรูจั๋วดูราวกับถูกแทงเข้ากลางใจ ริมฝีปากสั่นระริก อยากจะพูดอะไรต่ออีก แต่สุดท้ายกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เพียงแค่ดวงตาแดงก่ำ มีประกายน้ำตาเร้นอยู่ในนั้น

แล้วจากไปอย่างรีบร้อนราวกับหนี

วันเวลาผ่านไปทีละวัน เซียวจิ้นไร้ข่าวคราวโดยสิ้นเชิง

ในยามที่ทุกคนต่างคิดว่าเขาตายอยู่ที่เขาหมางจวินแล้วนั้น เขากลับปรากฏตัวขึ้น

นั่นเป็นยามเย็นวันหนึ่ง

ตะวันยามอัสดงแดงฉานดุจโลหิต

เซียวจิ้นอาบโชกไปทั่วร่างด้วยเลือด เงาร่างภายใต้แสงอาทิตย์ยามสนธยาสีแดงเพลิงกลับพร่าเลือนจนมองไม่ชัด

เสื้อผ้าบนกายขาดวิ่นยับเยิน เห็นชัดว่าเพิ่งผ่านศึกใหญ่

มือขวาห้อยตกลงข้างลำตัวราวกับไร้ความรู้สึก มือซ้ายยังหิ้วศีรษะคนที่เปื้อนเลือดจนมองไม่เห็นเค้าเดิมอยู่หนึ่งหัว

ผู้คนริมทางต่างร้องอุทานแล้วหลบไป ยังมีคนจำนวนหนึ่งตามมาห่างๆ อยากรู้ว่านี่เป็นคุณชายตระกูลใด ถึงได้หิ้วหัวคนเช่นนี้

ไม่นานกลับเห็นปีศาจกระหายเลือดผู้นี้เดินเข้าไปในจวนองค์หญิงใหญ่

พวกชอบเรื่องชาวบ้านจึงพากันเล่าลือ “นั่นคือองค์ชายเจ็ดแห่งเป่ยจิ้งที่ถูกส่งมาเป็นตัวประกันที่ต้าเซิ่ง บัดนี้เป็นทาสขององค์หญิงแห่งต้าเซิ่งของเราโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ฆ่าคน”

“แม้แต่องค์ชายตัวประกันยังกลายเป็นทาสขององค์หญิงใหญ่แล้ว ดูท่าระหว่างเป่ยจิ้งกับต้าเซิ่ง บ้านเมืองเรายังแข็งแกร่งกว่าอยู่มาก”

“นั่นสิ”

ชิวหลินรายงานแก่เยี่ยนหลิงว่า “เซียวจิ้นบุกจู่โจมเขาหมางจวิน ลอบสังหารหัวหน้าโจรภูเขาสำเร็จ บัดนี้โจรภูเขาต่างแตกหนีกระจัดกระจาย ไม่เป็นภัยอีกต่อไปแล้วขอรับ”

เยี่ยนหลิงยืนอยู่บนหอคอยมุมกำแพงวัง มองทุกสิ่งลงไปเบื้องล่างอย่างครบถ้วน สุดสายตาคือแสงอาทิตย์ยามอัสดงสีแดงฉาน แต่ภาพเซียวจิ้นทั้งร่างชุ่มเลือดอย่างโศกสลดกลับสลัดไม่หลุดจากความคิด

เขายังกลับมาได้จริงๆ

นางเคยคิดว่าเขาไม่ตายอยู่บนเขาหมางจวิน ก็คงหนีกลับเป่ยจิ้งไปแล้ว

ท่ามกลางลมหนาวบาดกระดูกของฤดูหนาว เยี่ยนหลิงก็ตัดสินใจได้แล้ว

ในเมื่อกลับมาได้ ก็อย่าคิดจะไปอีกเลย

นางหมุนกายลงจากหอคอยอย่างรวดเร็วเด็ดขาด

“กลับจวน!”

ชิวชุ่ยซึ่งตามมารีบเปิดม่านเกี้ยวขึ้นมุมหนึ่ง เยี่ยนหลิงก้มกายลอดมุมม่านนั้นเข้าไป

ม่านเกี้ยวพลิ้วอยู่กลางลมหนาวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะสงบนิ่งลงในที่สุด

ล้อรถค่อยๆ บดผ่านน้ำแข็งบางๆ บนถนนในวัง เกิดเสียงกรอบแกรบละเอียดชัดเจน ไม่ต่างจากจังหวะหัวใจของเยี่ยนหลิงในยามนี้ ที่คล้ายเต้นผิดไปเล็กน้อย

นางเอนกายอยู่ในเกี้ยว เงาร่างของเซียวจิ้นที่เต็มไปด้วยเลือดและความดื้อดึงนั้น กลับเหมือนรอยตราประทับที่สลักแน่นอยู่ตรงหน้า

ไม่อาจสลัดออกไปได้…

เขาหมางจวิน เป็นดินแดนที่ไปแล้วแทบไม่มีวันกลับ

เพื่อทำภารกิจที่นางมอบหมายให้สำเร็จ เขากลับไปเพียงลำพังจริงๆ แล้วหิ้วศีรษะศัตรูกลับมา

ราวกับเป็นเครื่องสังเวยแห่งความภักดีสูงสุดที่ทาสถวายแก่นาย ใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันในการพนันครั้งหนึ่ง

เยี่ยนหลิงพยายามเพิกเฉยต่อความรู้สึกในใจ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครื่องสังเวยอันโหดร้ายเช่นนี้ของเซียวจิ้น ได้ฉีกเปิดรอยร้าวในใจนางจนสำเร็จ

เขาทำสำเร็จแล้ว

สำเร็จในการทำให้เยี่ยนหลิงสะเทือนใจ

แม้ความสะเทือนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับความรักก็ตาม

ครั้นเกี้ยวโยกไกวไปถึงหน้าจวน อาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ฟ้ามืดเข้าสู่ราตรี

เยี่ยนหลิงลงจากเกี้ยว แสงจากโคมแดงใบใหญ่หน้าจวนทอดลงบนใบหน้านาง ราวกับเคลือบด้วยโลหิตชั้นหนึ่ง

ชายกระโปรงปัดผ่านขั้นหิน ครั้นเข้าจวนแล้ว นางก็มุ่งตรงไปยังเรือนซีเยวี่ยน

นับแต่รู้ว่าเซียวจิ้นทรยศต่อนาง นางก็ไม่ยอมให้เขาพำนักในห้องบรรทมอีก บัดนี้จึงทำได้เพียงมาหาเขาที่เรือนซีเยวี่ยน

ภายในเรือนซีเยวี่ยน ชิวหลินกำลังพาหมอประจำจวนวุ่นวายอยู่กับการรักษา

ท่อนบนของเซียวจิ้นเปลือยเปล่า รอยแส้เก่าทับซ้อนบาดแผลใหม่

เนื้อที่ถูกคมดาบคมกระบี่กรีดเปิดพลิกขึ้นด้านบน ผงยาที่โรยไว้ถูกเลือดสดที่ซึมออกมาไม่หยุดย้อมจนแดงคล้ำ

สีหน้าของเขาขาวซีดดุจกระดาษ ริมฝีปากไร้สีเลือด มือขวาห้อยลงอย่างผิดธรรมชาติ

ในชั่วพริบตาที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง ดวงตาของเขาก็เงยขึ้นทันที ผ่านเงาร่างผู้คนที่กำลังขวักไขว่ มาจับตัวตนของนางได้อย่างแม่นยำ

เยี่ยนหลิงคิดว่าในดวงตาของเขาคงเต็มไปด้วยความคับแค้น ความน้อยใจ

แต่กลับไม่มีเลย

ดวงตาคู่นั้นดำล้ำราวบ่อเหวไร้ก้นบึ้ง และในชั่วขณะที่เห็นนาง ก็มีประกายอารมณ์เล็กๆ วาบขึ้นมา

หมอประจำจวนพันแผลจุดสุดท้ายเสร็จ เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วโค้งคำนับเยี่ยนหลิง “องค์หญิง บาดแผลภายนอกแม้จะหนัก แต่เคราะห์ดีที่ยังไม่กระทบต้นตอสำคัญ เพียงแต่เสียเลือดมาก ต้องพักรักษาตัวให้ดี ส่วนบาดแผลเก่าที่แขนขวาดูเหมือนจะทรุดลง จำเป็นต้องดามและปรับรักษาใหม่ขอรับ”

เยี่ยนหลิงโบกมือ หมอประจำจวนกับชิวหลินและคนอื่นๆ จึงถอยออกไปอย่างเงียบงัน เหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้อง

เปลวเทียนโยกไหวอยู่ทั้งห้อง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นยาที่เข้มจนแทบละลายไม่ออก

นางเดินเข้าไปหาขอบเตียงทีละก้าว ก้มตามองเขา

เขาพยายามจะลุกขึ้นคารวะ แต่กลับถูกนางตรึงไว้ด้วยสายตาเพียงครั้งเดียว

“นอนอยู่เช่นนั้น”

น้ำเสียงของเยี่ยนหลิงฟังไม่ออกว่ามีอารมณ์ใด แต่สายตากลับทอดลงไปที่บาดแผลซึ่งน่าสะพรึงที่สุดตรงกลางอกของเขา

บริเวณที่เพิ่งพันผ้าไว้เมื่อครู่ ไม่นานก็เริ่มมีรอยแดงซึมออกมาอีกหย่อมหนึ่ง

เยี่ยนหลิงได้ยินเสียงของตนเอง เรียบเฉยไร้คลื่น “ครั้งนี้นับว่าเจ้าทำภารกิจสำเร็จแล้ว”

เซียวจิ้นตอบเสียงแหบ “ไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังขอรับ”

เหตุใดเขาไม่คับแค้น ไม่ต่อต้าน ไม่เคียดชัง?

เยี่ยนหลิงพลันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก กลิ่นฉุนเข้มของสนิมเลือดกับสมุนไพรเจาะลึกเข้าสู่ปอด กวนจนใจนางยุ่งเหยิง

สายตากวาดผ่านร่างของเขาที่เปลือยเปล่าแต่เต็มไปด้วยบาดแผล

ดูเหมือนนับแต่พบกับนาง เขาก็บาดเจ็บมาตลอด

ความรู้สึกซับซ้อนหลากหลายราวเถาวัลย์ เงียบงันแต่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งความเดือดดาลค้างคาต่อการหลอกลวงของเขา ความหวาดระแวงในความสามารถของเขา ความไม่เข้าใจต่อคำปฏิญาณถวายตัวแบบทำลายตนเองครั้งนี้ของเขา

…และแม้กระทั่งความหวั่นไหวเสี้ยวหนึ่ง ที่แม้แต่นางเองก็ยังไม่เข้าใจ

จู่ๆ นางก็หันตัวไป หยิบผ้าฝ้ายสะอาดกับขวดยาทองประสานแผลเล็กๆ จากถาดยาที่หมอประจำจวนทิ้งไว้ข้างๆ

ท่าทางแข็งกระด้าง ยังแฝงความขัดใจอยู่บ้าง

“ชิวหลินกับพวกเขาลงมือหนักเกินไป” นางเอ่ยอย่างเย็นชา รีบอธิบายประโยคหนึ่ง ราวกับกำลังโน้มน้าวตนเอง และราวกับกำลังบอกให้เขาฟังด้วย จากนั้นจึงนั่งลงข้างเตียง

ร่างของเซียวจิ้นแข็งค้างอย่างเห็นได้ชัด แววตาฉายความตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อผ่านวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกความลึกมืดและความกระดากที่ยิ่งหนักกว่ากลืนทับลงไป

เขาเงียบงัน ไม่ได้ปฏิเสธ

เพียงแต่ร่างกายแข็งเกร็ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังเม้มริมฝีปากแล้วเชื่อฟังเยี่ยนหลิง

เขาค่อยๆ ถอดเสื้อออก เผยบาดแผลที่มีเลือดซึมอยู่นั้นออกมาตรงหน้านางทั้งหมด

เยี่ยนหลิงเม้มริมฝีปาก สายตากลับอดไม่ได้ที่จะมองไปยังแผลเก่าที่ตกสะเก็ดแล้วตรงกลางอก นั่นคือแผลที่เขาได้รับตอนก่อการเปลี่ยนแปลงในวังเพื่อปกป้องนาง

นางเม้มริมฝีปากอีกครั้ง แล้วเบนสายตาจากจุดนั้น ค่อยๆ แกะผ้าพันแผลที่ติดกับเลือดออกอย่างระมัดระวัง

ปลายนิ้วเย็นเยียบของนางย่อมเลี่ยงไม่พ้นจะสัมผัสถูกผิวหนังร้อนผ่าวกับรอยแผลเป็นขรุขระบนตัวเซียวจิ้น

ทุกครั้งที่แตะต้อง ปลายนิ้วของนางเองกลับหดเกร็งเล็กน้อย พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สัมผัสแรงเกินไป

ที่แท้กลับกลัวจะทำให้เขาเจ็บ ความระมัดระวังเช่นนี้แม้แต่นางเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว

เซียวจิ้นมองดวงตาของนางที่จดจ่ออยู่กับการทำแผล ชั่วขณะหนึ่งก็เหม่อไป ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใด

เยี่ยนหลิงโรยผงยาใหม่อีกครั้ง การเคลื่อนไหวอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้นจึงใช้ผ้าฝ้ายผืนใหม่ปิดทับและพันรอบใหม่

ลมหายใจของนางพลันเข้ามาใกล้ ทำให้เขาสะดุ้งได้สติแล้วเผลอเบี่ยงหลบ

“จะหลบอะไร?” เยี่ยนหลิงขมวดคิ้วมองอย่างดุ ใบหน้าที่สะท้อนแสงเทียนแดงตรงไม่ไกลกลับดูคล้ายมีสีระเรื่อปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง จนผู้คนอาจเผลอมองจนตะลึงได้

แต่นางกลับยังคงทำแผลต่อไป

คราวนี้เซียวจิ้นไม่หลบอีก

ภายในห้องเหลือเพียงเสียงเปรี๊ยะเบาๆ ของเปลวเทียนเป็นครั้งคราว กับเสียงลมหายใจของทั้งสองที่กดกลั้นเอาไว้เล็กน้อย

เมื่อพันแผลเสร็จ เยี่ยนหลิงยังไม่ได้ลุกขึ้นทันที เพียงแต่ช่วยดึงผ้าห่มบางที่เลื่อนหลุดลงไปขึ้นมาคลุมให้เขา

ระหว่างนั้น ปลายนิ้วบังเอิญเฉี่ยวผ่านหลังมือเย็นจัดของเขา

เซียวจิ้นราวกับถูกลวก รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับไม่ตั้งใจ

เยี่ยนหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนในยามลุกขึ้นนั้น สีหน้าท่วงท่าของนางก็กลับกลายเป็นองค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์และเย่อหยิ่งดังเดิมอีกครั้ง “รักษาตัวให้ดี”

นางกล่าวว่า “ชีวิตของเจ้า ตอนนี้เป็นของข้า หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ก็อย่าตายง่ายๆ เสียล่ะ!”

น้ำเสียงของเยี่ยนหลิงยังคงแข็งกร้าวเฉียบขาดดุจเดิม ทว่ากลับขาดความเด็ดเดี่ยวคมกล้าเช่นก่อนหน้าไปอยู่หลายส่วน

พูดจบ นางก็ไม่มองเขาอีก หันหลังจากออกไปจากห้อง

บานประตูค่อยๆ ปิดลงเบาๆ

เซียวจิ้นมองประตูที่ปิดสนิทบานนั้นอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ยกมือข้างที่นางเพิ่งสัมผัสผ่านไปอย่างเชื่องช้าที่สุด มาทาบไว้บนรอยแผลเป็นตรงกลางอกของตน

ในดวงตาลึกล้ำมืดหม่นนั้น เดิมทีเป็นดั่งสระน้ำลึกไร้ระลอก ทว่าในยามนี้กลับดูราวกับในที่สุดก็มีคลื่นเล็กละเอียดแผ่ออกมาสายหนึ่ง

หลายวันต่อมา ขณะที่เยี่ยนหลิงกำลังตรวจฎีกาอยู่ในห้องทรงพระอักษร

เหวินหรูจั๋วกลับพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้คนแจ้งก่อน

เขาดูซูบโทรมลงมาก ใต้ตาดำคล้ำ ดวงตาอ่อนโยนที่เคยอ่อนละมุนบัดนี้เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง

เขามองเยี่ยนหลิงตรงๆ ไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นอย่างแต่ก่อนได้อีก

“องค์หญิง” เขาอดถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้นไม่ได้ เสียงแห้งผาก “โจรภูเขาแห่งเขาหมางจวินถูกปราบแล้ว หนังสือยกย่องจากราชสำนักคงจะส่งมาถึงในไม่ช้า เพียงแต่…เหตุใดต้องเป็นเซียวจิ้น? เหตุใดต้องเป็นเขา?”

ปลายพู่กันของเยี่ยนหลิงชะงัก หยดหมึกหยดหนึ่งซึมแผ่ลงบนกระดาษเซวียน

นางขมวดคิ้วน้อยๆ จากนั้นจึงวางพู่กัน เงยหน้าขึ้น ดวงตาสงบไร้คลื่น “เขาทำภารกิจสำเร็จ เพียงเท่านี้”

“เพียงเท่านี้?” เหวินหรูจั๋วก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว อารมณ์ปั่นป่วน “นั่นคือเขาหมางจวิน! องค์หญิงส่งเขาไปเพียงลำพัง ก็ไม่ต่างจากส่งเขาไปตายมิใช่หรือ? แต่เขากลับรอดกลับมาได้ เพราะเช่นนี้องค์หญิงจึงเกิดความเวทนาขึ้นมาแล้วหรือ? บัดนี้ยังทรงไปดูอาการบาดเจ็บของเขาด้วยตนเอง…หรือว่านี่ก็เรียกว่า ‘เพียงเท่านี้’ เช่นกัน?”

เขาสูดหายใจลึก ราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิต แล้วจึงถามคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจมาช้านานออกมา “องค์หญิง…พระองค์ หรือว่าพระองค์มีความรู้สึกต่อเซียวจิ้น…ไม่เหมือนเดิมแล้ว?”

ภายในห้องทรงพระอักษร อากาศพลันแข็งตัว

ฤดูหนาว เสียงถ่านในกระถางไฟปะทุดัง “เปรี๊ยะ” ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ชัดเจนเป็นพิเศษ

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ตอบทันที

เบื้องหน้าดวงตาของนาง ผุดขึ้นมาคือดวงตาล้ำลึกของเซียวจิ้น คือแผ่นหลังที่เดิมทีหยิ่งผยองแต่กลับยอมก้มงอแสร้งอ่อนแอ คือการที่เขาขวางอยู่เบื้องหน้านางครั้งแล้วครั้งเล่า รับการโจมตีถึงตายแทนนาง และยิ่งกว่านั้นคือการที่เขายอมเสี่ยงตายเก้าชีวิตเพื่อภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้เพียงเพราะคำสั่งของนาง!

ภาพมากมายสลับประสานกัน ในชั่วขณะเดียว ความเงียบก็แผ่ขยายไปทั่ว

และความเงียบนั้นเอง ก็เป็นคำตอบอย่างหนึ่ง

เหวินหรูจั๋วคิดว่าเยี่ยนหลิงยอมรับโดยปริยายแล้ว แสงในดวงตาของเขาจึงค่อยๆ ดับลงทีละน้อย สุดท้ายเหลือเพียงความเจ็บปวดลึกหน่วง

เขาเซถอยไปครึ่งก้าว หัวเราะขื่นเสียงหนึ่ง “ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เป็นข้าน้อย…ที่ล้ำเส้นเอง”

เขาคำนับลึกหนึ่งครั้ง ก่อนหมุนกายจากไป แผ่นหลังนั้นโดดเดี่ยวเงียบเหงา ราวกับถูกดึงเอาเรี่ยวแรงและจิตวิญญาณทั้งหมดออกไปในชั่วพริบตา

เยี่ยนหลิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ

หลังเหวินหรูจั๋วจากไป ห้องทรงพระอักษรก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง เงียบเสียจนแม้แต่เสียงหัวใจของตนที่เต้นผิดจังหวะ นางก็ยังได้ยิน

นางยกมือขึ้นกดไว้ตรงหน้าอก พยายามข่มความหวั่นไหวอันแปลกประหลาดและรุนแรงที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนี้ รวมถึงความรู้สึกสูญเสียการควบคุมอันรุนแรงที่ตามมา

ชั่วพริบตานั้น นางรู้สึกสับสนอยู่บ้าง

ในไม่ช้าก็ถึงวันงานเลี้ยงส่งท้ายปีในวัง

หลายวันมานี้ ภายในวังเต็มไปด้วยบรรยากาศมงคล แขวนโคมประดับแพรพรรณ โดยเฉพาะตำหนักไท่จี๋ซึ่งเป็นสถานที่หลักของงานเลี้ยง ยิ่งโอ่อ่าผ่องอำไพกว่าที่ใด

เพียงเห็นว่าในตำหนักอันโอฬารวิจิตร ขุนนางราชวงศ์และเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งประจำที่ตามลำดับขั้น เหล้าเลิศอาหารโอชะถูกยกขึ้นถวายอย่างไม่ขาดสาย

ไทเฮากับเยี่ยนหลิงประทับอยู่สองข้างของที่ประทับหลัก ฮ่องเต้น้อยซึ่งยังเยาว์วัยประทับนั่งบนแท่นสูงตรงกลาง มองความครึกครื้นเต็มท้องพระโรงด้วยความตื่นตาตื่นใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ท่ามกลางเสียงครึกครื้นที่ดูประหนึ่งสงบงามนั้น กลับมีคลื่นใต้น้ำไร้เสียงปั่นป่วนอยู่ไม่ขาด

ผู้คนต่างก้มตาก้มหน้า แต่สายตากลับพากันลอบกวาดมองไปยังองค์ชายตัวประกันจากต่างแคว้นผู้ประทับอยู่ถัดจากองค์หญิงใหญ่ลงมา

หลังผ่านการพักฟื้นเงียบๆ มาระยะหนึ่ง เซียวจิ้นดูจะฟื้นคืนมาบ้าง แม้บาดแผลหนักยังไม่หาย สีหน้ายังซีดขาวเพราะเสียเลือด แต่สภาพจิตใจกลับดูมั่นคงดี ท่านั่งตรงสง่าดุจต้นสน

เส้นผมของเขารวบด้วยมงกุฎเงินอย่างเรียบง่าย เผยใบหน้าหล่อเหลาเย็นสะอาด เวลานี้เขาก้มตามองต่ำ ราวกับความอึกทึกในตำหนักล้วนไม่เกี่ยวกับเขาเลย

ทว่าหางตากลับอดไม่ได้ที่จะถูกเยี่ยนหลิงซึ่งอยู่เบื้องบนดึงดูดอยู่เสมอ

เยี่ยนหลิงเอนพิงอยู่ในที่นั่ง เสื้อแดงดุจเพลิง ปลายนิ้วหมุนจอกเรืองแสงอยู่ในมืออย่างไม่ใส่ใจ

สุราด้านในไหวระริก สะท้อนคิ้วตาที่งดงามแต่แฝงความห่างเหินของนาง

เหล่าขุนนางในตำหนักพากันชี้ไม้ชี้มือใส่เซียวจิ้น กระซิบกระซาบกันไม่หยุด

เยี่ยนหลิงมองสายตาคลุมเครือเหล่านั้นที่ตกลงบนตัวเซียวจิ้น ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความรำคาญปรากฏวาบขึ้นมา

ความไม่พอใจฉายอยู่ในดวงตา

ขุนนางฝ่ายพิธีการกำลังขานคำอวยพรอันยืดยาว

เมื่อการเลี้ยงดำเนินมาเกินครึ่ง ไทเฮาซึ่งประทับอยู่ทางซ้ายก็ส่งสัญญาณเล็กน้อย ขันทีข้างพระองค์จึงก้าวออกมาข้างหน้า แล้วคลี่ผ้าไหมสีเหลืองอร่ามม้วนหนึ่งออก

เสียงเอิกเกริกในตำหนักพลันเบาลงไปหลายส่วน

“องค์ชายตัวประกันจากเป่ยจิ้ง เซียวจิ้น กล้าหาญซื่อสัตย์ มีคุณูปการยิ่ง ในศึกเขาหมางจวินควบม้าเดี่ยวฝ่าปราบโจร กวาดล้างเศษเดนของอ๋องหยง มีความชอบต่อแผ่นดิน จึงมีพระราชโองการแต่งตั้งเป็น ‘ผู้กองปราบโจร’ พระราชทานทองหนึ่งร้อยตำลึง ผ้าไหมห้าสิบพับ เพื่อเชิดชูความชอบ”

เมื่ออ่านพระราชโองการจบ ทั้งตำหนักก็เงียบวูบลงชั่วขณะ

ถัดมา เสียงฮือฮาที่ดังยิ่งกว่าเดิมก็ดังกระหึ่มขึ้น

ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เศษกำลังของอ๋องหยงจะถูกเซียวจิ้นเป็นผู้จัดการ

ยิ่งคิดไม่ถึงว่า เซียวจิ้นจะยอมทำงานให้ต้าเซิ่ง ถึงขั้นยอมเสี่ยงตายสังหารศัตรู

นี่ช่างเป็นการประกาศพระเกียรติอำนาจของต้าเซิ่งอย่างแท้จริง

และตำแหน่ง “ผู้กองปราบโจร” ก็เป็นเพียงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบู๊ชั้นล่างถึงกลาง ไร้อำนาจจริง ทั้งแสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของต้าเซิ่งในการรับผู้คน และก็ไม่ถึงกับปล่อยให้คนจากเป่ยจิ้งผู้เป็นศัตรูได้กุมอำนาจจริง

เหล่าขุนนางต่างกระซิบวิเคราะห์กันอย่างออกรส พอพูดถึงตอนตื่นเต้นเข้าจริงๆ ถึงกับออกไม้มือประกอบ เสียงจอแจจึงยิ่งดังกว่าเก่า

เซียวจิ้นออกจากที่นั่ง เดินมาหยุดใต้ขั้นพระแท่น แล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงรับราชโองการ เสียงของเขาสงบนิ่งไร้คลื่น “ขอบพระทัยฝ่าบาท พระคุณไทเฮา และองค์หญิงใหญ่”

เซียวจิ้นรับผ้าไหมสีเหลืองอร่ามที่เป็นเครื่องพระราชทานมา ก่อนลุกขึ้นถอยกลับไปยังที่นั่งของตน

ตลอดทั้งกระบวนการนั้น เขาไม่ได้แสดงกิริยาเกินเลยแม้แต่น้อย สงบเสงี่ยมจนราวกับเรื่องทั้งหมดสมควรเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

เขาไม่แสดงท่าทีดูแคลนต่อตำแหน่งที่ต่ำ ไม่แสดงความกระอักกระอ่วนที่ตนเป็นองค์ชายตัวประกันจากต่างแคว้นแต่กลับมาช่วยต้าเซิ่งทำงาน มีเพียงความเงียบงัน

แต่ความเงียบนั้นเอง กลับไปสะกิดไฟริษยาในใจของคนบางคนในท้องพระโรงเข้าอย่างจัง

เพียงได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ไม่ดังไม่เบา ทว่าดังพอจะให้คนไม่กี่โต๊ะใกล้เคียงได้ยินชัดทุกคำ

เสียงนั้นซ่อนคมมีดไว้ใต้ความนุ่มนวล แฝงความถากถางแบบผู้ดีบัณฑิตอย่างชัดเจน:

“หึ ‘ผู้กองปราบโจร’ งั้นหรือ? ช่างแปลกใหม่เสียจริง เพียงแต่ไม่รู้ว่าหน้าที่ของผู้กองผู้นี้ คือคุมทัพออกรบ หรือว่า...ยังคงเฝ้าประตูดูเรือนให้เจ้านายต่อไปกันแน่?”

เหวินหรูจั๋วคลึงตะเกียบในมือเล่น สายตาเหลือบมองไปทางเซียวจิ้นเฉียงๆ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น “สุนัขล่าเนื้อสร้างความชอบ เจ้าของให้กระดูกติดเนื้อสักชิ้นเป็นรางวัล ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา”

เขาดูราวกับเมาแล้ว น้ำเสียงไม่สูงนัก ทว่าก็มากพอให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน

โต๊ะใกล้เคียงหลายโต๊ะมีเสียงสูดลมหายใจแผ่วต่ำ ด้วยคาดไม่ถึงว่าเหวินหรูจั๋วจะกล้าเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทั้งยังแฝงความอิจฉาริษยาไว้อย่างไม่ปิดบัง

สายตาจำนวนมากหันกลับมารวมกันอีกครา บ้างมองอย่างรอชมละครสนุก บ้างเต็มไปด้วยความกังวล แต่ยิ่งกว่านั้น คือความดูแคลน

นิ้วมือที่เยี่ยนหลิงกำลังหมุนจอกสุราพลันชะงักงัน ในดวงตาเย็นเยียบจับตัวเป็นน้ำค้างแข็งในชั่วพริบตา

นางได้ยินแล้ว

ต่อให้เซียวจิ้นจะเป็นอย่างไร ก็สมควรให้นางเป็นผู้ตัดสิน จะยอมให้คนนอกมาหยามเหยียดได้อย่างไร

แต่นางยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่งที่ยโสกว่าเดิม ราวกับกลัวความวุ่นวายจะยังไม่พอ ดังขึ้นติดกันมา

ในน้ำเสียงนั้นยิ่งเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายโดยไม่คิดปิดบัง

“คำพูดของท่านเหวิน หากกล่าวเช่นนั้น มิเท่ากับดูหมิ่น ‘สุนัขชั้นดี’ ที่องค์หญิงใหญ่ของพวกเราเลี้ยงไว้อย่างนั้นหรือ?” เยี่ยนเฟยอวี่ ติ้งอันจวิ้นอ๋องผู้เพิ่งรับสืบตำแหน่งใหม่ เชยคางไปทางเซียวจิ้น น้ำเสียงดังเสียจนกดทับเสียงดนตรีในท้องพระโรงลงในฉับพลัน

“หากจะให้ข้าว่ากัน เจ็ดหวงจื่อบัดนี้นับว่าไม่ธรรมดาเสียจริง! ยอมสละชีพเพื่อเจ้านาย คาบหัวกบฏกลับมาได้ ความจงรักภักดีและกล้าหาญเช่นนี้ ทั่วทั้งต้าเซิ่งก็หาตัวที่สองไม่ได้แล้ว! ใช่หรือไม่ล่ะ ผู้กองเซียว? อ้อ ไม่สิ บางทีควรเรียกว่า...เซียว ‘ผู้กองหมา’ มากกว่า? ฮ่าๆๆ!”

เขาเหยียดหยามได้ถึงที่สุด

เสียงหัวเราะแสบแก้วหูของเยี่ยนเฟยอวี่ ประสานกับเสียงหัวเราะคิกคักที่พยายามกลั้นไว้จากโต๊ะใกล้เคียง ดั่งแส้ชุบยาพิษ ฟาดลงบนร่างเซียวจิ้นอย่างแรง

เซียวจิ้นยังคงก้มตาลงอย่างว่านอนสอนง่าย

เพียงแต่นิ้วมือซ้ายที่กำจอกสุราอยู่ ข้อนิ้วกลับซีดขาวขึ้นเล็กน้อยเพราะออกแรงมากเกินไป

บนใบหน้าเขาไม่มีคลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย ราวกับคำพูดร้ายกาจเหล่านั้นไม่ได้เอ่ยถึงเขาเลย

มีเพียงแผ่นหลังที่เหยียดตรงแน่ว ราวคันธนูที่ถูกขึงจนตึงสุดสาย

“เคร้ง—”

เสียงแตกกระจ่างใสดังขึ้นกะทันหัน ตัดเสียงหัวเราะของเยี่ยนเฟยอวี่และบรรยากาศประหลาดทั่วทั้งตำหนักลงทันที

จอกหยกเรืองแสงในมือเยี่ยนหลิง ถูกนางบีบจนแตกคามือ

เศษจอกและสุรากระเซ็นตกลงบนชายกระโปรงสีแดงสดของนาง แผ่เป็นรอยสีเข้มออกไปช้าๆ นางเงยตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สายตาตกลงบนใบหน้าของเหวินหรูจั๋วก่อน

สายตานั้นเย็นเยียบคมกริบ ราวมีไอหนาวเป็นรูปเป็นร่าง สีหน้าถากถางบนใบหน้าเหวินหรูจั๋วแข็งค้างในพริบตา ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงหนึ่งครา ก่อนเบือนสายตาหลีกหนีโดยไม่รู้ตัว ความขมฝาดค่อยๆ แผ่ซ่านตรงมุมปาก

จากนั้น สายตาของเยี่ยนหลิงก็หันไปยังเยี่ยนเฟยอวี่

ถ้อยคำที่หลุดจากริมฝีปาก แต่ละคำประหนึ่งเม็ดน้ำแข็งกระทบจานหยก ทั้งชัดเจน เย็นชา และเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันที่มิอาจโต้แย้ง

“ติ้งอันจวิ้นอ๋อง”

เยี่ยนเฟยอวี่ถูกสายตานั้นมองจนใจสะท้าน ความเมาสร่างไปสองส่วน แต่ด้วยอาศัยฐานะเชื้อพระวงศ์และแรงสุราที่ยังหลงเหลืออยู่ เขาจึงยังเชิดคอเอาไว้ “น้องหญิงมีคำชี้แนะอันใดหรือ?”

“ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ ไทเฮาเปี่ยมเมตตา” เยี่ยนหลิงลุกตรงขึ้น สายตากวาดผ่านผู้คนทั้งงาน น้ำเสียงกลับมาราบเรียบอีกครั้ง ทว่าความหนาวเย็นในนั้นกลับหนักหนายิ่งกว่าเดิม “แต่ว่าในสายตาของข้า ทนเห็นเม็ดทรายสักเม็ดก็ไม่ได้ งานเลี้ยงในวังวันนี้จัดขึ้นเพื่อส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ร่วมเฉลิมฉลองความสงบสุข ผู้ใดหากยังกล้าพูดจาสร้างเรื่อง ทำลายความรื่นเริงนี้อีก—”

นางหยุดไปนิดหนึ่ง แต่ละคำล้วนเคาะลงกลางใจผู้คน

“ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวงแล้ว ชายแดนใต้ ทะเลทรายเหนือ หรือคุกหลวง ย่อมมีสักแห่งที่เหมาะให้สงบใจทบทวนความผิดของตน”

สายตาของนางคมกริบพุ่งตรงไปยังเยี่ยนเฟยอวี่ “หากเจ้าไม่คิดจะอยู่ฉลองปีใหม่ ก็ออกเดินทางไปชายแดนใต้ล่วงหน้าเสียได้”

35,415 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: