บทที่ 22
หวนพบอีกคราในงานเลี้ยงวังหลวง
สีเลือดบนใบหน้าของเยี่ยนเฟยอวี่พลันซีดหายวับไปจนสิ้น กลิ่นสุราที่เคยกรุ่นอยู่ทั่วกายแปรเปลี่ยนเป็นเหงื่อเย็นเยียบไหลซึม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความไม่ยินยอมอย่างลึกล้ำ
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบงันราวแดนมรณะ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เสียงดนตรีหยุดลงแล้ว เหล่านางรำต่างถอยไปอยู่มุมตำหนักอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
องค์หญิงใหญ่...กำลังปกป้องเซียวจิ้นอยู่หรือ?
ชั่วขณะนั้นเหวินหรูจั๋วมีสีหน้าราวเถ้าถ่าน เขาเงยหน้ามองเยี่ยนหลิงที่ยืนอยู่สูงกว่า ในดวงตาฉายแววอาดูรที่ไม่มีผู้ใดอ่านออก
คำพูดไม่กี่ประโยคที่เยี่ยนหลิงเอ่ยปกป้อง ตกลงในหูของเซียวจิ้น ประหนึ่งตะขอละเอียดอ่อนค่อยๆ ขีดผ่านส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดตรงปลายหัวใจของเขา
ในความทรงจำของเขา ต้าเซิ่งเป็นสถานที่เย็นชืดและชื้นแฉะมาโดยตลอด ไม่มีอุณหภูมิแม้สักเสี้ยว ราวกับราตรีนิรันดร์ที่ไร้แสง
ไม่ว่าจะเป็นบุญคุณข้าวเพียงมื้อเดียวในยามเยาว์วัย แมวขาวที่มอบให้ หรือการปกป้องในวันนี้ ผู้ที่เคยมอบความปรานีให้เขามีเพียงเยี่ยนหลิงเท่านั้น
ในยามที่เขาตกต่ำที่สุด เขาได้พบเยี่ยนหลิง และก็มีเพียงเยี่ยนหลิงที่ไม่เคยรังเกียจความตกต่ำของเขา
ยามที่เขาถูกเย้ยหยันและถากถางสารพัด ศักดิ์ศรีถูกย่ำยีบดขยี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นนางที่ก้าวออกมาปกป้องเขา
แม้การปกป้องของหญิงสาวจะเจือไปด้วยความหยิ่งผยองแข็งกร้าวตามวิสัยองค์หญิงใหญ่โดยกำเนิด
นางมองเขาเป็นทาส มองเขาเป็นสุนัขล่าเนื้อ มองเขาเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่งที่เป็นของนางเพียงผู้เดียว
แต่ในห้วงขณะนี้ เซียวจิ้นกลับรู้สึกว่า หากเป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด...ดูเหมือนก็มิใช่เรื่องเลวร้ายนัก
เล่ห์คำนวณและแผนการทั้งหลายที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก เป็นสันดานที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากลืมมันได้...จะดีเพียงใด
หรือหากเขาถือกำเนิดเป็นคนต้าเซิ่งมาตั้งแต่แรกเช่นเหวินหรูจั๋ว เขาจะมีสิทธิ์ได้ต่อสู้ช่วงชิงบ้างหรือไม่
ไออุ่นที่เยี่ยนหลิงมอบให้ เปรียบดังตะเกียงดวงหนึ่งในฤดูหนาว สำหรับผู้อื่นอาจเล็กน้อยจนไม่คู่ควรกล่าวถึง ทว่าสำหรับเขา นั่นคือทั้งหมดที่มี
บัดนี้ ตะเกียงดวงนั้นสว่างเกินไป สว่างเสียจนเขาลืมตาแทบไม่ขึ้น
สว่างถึงขั้นทำให้หัวใจของเขาเกิดรอยร้าวเล็กละเอียด และแสงนั้นก็ส่องทะลุเข้าไปตามรอยร้าวเหล่านั้น
เดิมทีเขาคิดว่าความร้อนแรงแข็งกร้าวเช่นนี้จะเผาให้เขาเจ็บปวด แต่เขากลับรู้สึกเต็มใจดื่มกินมันอย่างเต็มอกเต็มใจ
หากเป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด...จะดีเพียงใด
ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเลือนหายไปสิ้น
ในสายตาของเขา เหลือเพียงเงาร่างสีแดงที่ยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเขาเงยมองนาง และยืนอยู่เบื้องหน้านาง ดุจดังที่นางต้องการมาตลอด
เขารู้ดีว่า มีบางสิ่ง...ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
แต่เขากลับฝืนกดความสั่นไหวนี้ลง ใช้มือยกจอกสุราตรงหน้าขึ้นจิบหนึ่งอึก สุรารสเผ็ดร้อนลื่นไหลลงลำคอ
วันนี้เขาได้รับเกียรติให้นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในฐานะองค์ประกันจากต่างแคว้น รับคำชื่นชมจากต้าเซิ่ง
หากเป็นแต่ก่อน เขารู้ดี ว่าที่ตรงนี้ย่อมไม่มีส่วนของเขา
เพียงเพราะเขากำจัดกองกำลังเก่าของอ๋องหยงลงได้เท่านั้น
แต่...สักวันหนึ่งนางย่อมต้องค้นพบว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนการของเขาเท่านั้น
เขากลืนสุราร้อนแรงลงคอ เก็บงำความล้ำลึกในดวงตา ไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นความเปราะบางและความสั่นไหวเพียงชั่วขณะของตน
จากนั้น เขาก็กำหมัดแน่น ไม่หันไปมองเงาร่างสีแดงที่ร้อนแรงดุจเพลิงนั้นอีก พร้อมทั้งยิ่งแน่วแน่ต่อความคิดในใจของตนเอง
ทันใดนั้นเอง ด้านนอกตำหนักไท่จี๋พลันมีเสียงอื้ออึงดังขึ้น แทรกเข้ามาในท้องพระโรงอย่างกะทันหัน
เสียงนั้นแหลมบาดหู เปี่ยมด้วยความคลุ้มคลั่งเกินควบคุม
“เยี่ยนหลิง คืนลูกชายของข้ามา!”
ผู้คนเริ่มซุบซิบกันระงม ภายในท้องพระโรงพลันอื้ออึงขึ้นมาในพริบตา
ขุนนางบางคนที่นั่งใกล้ประตูตำหนักเพียงไม่กี่ก้าว ต่างชะเง้อคอมองออกไป
ก็เห็นสตรีสูงศักดิ์วัยกลางคนผู้หนึ่ง แม้ถูกองครักษ์ต้องห้ามในวังขวางไว้ ก็ยังพยายามพุ่งตัวไปข้างหน้า ปอยผมและมวยผมยุ่งกระเซิง ใบหน้าบิดเบี้ยว สภาพแทบไม่ต่างจากคนเสียสติ
“เอาชีวิตลูกข้าคืนมา!”
เยี่ยนหลิงในท้องพระโรงฟังออกในทันทีว่าผู้ที่ก่อความโกลาหลอยู่ด้านนอกคือผู้ใด
นั่นคือเฉินไทเฟย มารดาขององค์ชายใหญ่ ธิดาของตระกูลเฉินแห่งอิ่งชวนผู้ทรงอิทธิพลยิ่ง และเป็นน้องสาวแท้ๆ ของท่านจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจียนในปัจจุบัน
หลังเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์โดยมิได้ทิ้งราชโองการไว้ สถานการณ์ในราชสำนักก็ระส่ำระสาย เฉินไทเฟยเองก็คิดจะฉวยโอกาสนี้หาผลประโยชน์ให้บุตรชายของตน เพียงแต่สุดท้ายสู้เสด็จแม่กับนางไม่ได้ จึงถูกจัดให้อยู่ที่ตำหนักเป่าเซี่ยง คอยสวดมนต์ไหว้พระทั้งวันทั้งคืน
บัดนี้กลับออกมาได้เสียแล้ว
ดูท่าว่านางคงทราบข่าวการตายขององค์ชายใหญ่แล้วสินะ
ช่างเป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ
เยี่ยนหลิงขมวดคิ้วน้อยๆ องครักษ์ต้องห้ามไม่กล้าลงมือทำร้ายนาง เรื่องนี้ยังต้องให้นางออกหน้าเอง
นางหมุนกายเดินไปยังทิศที่มีเสียงเอะอะตรงประตูตำหนัก
“โวยวายอะไรกัน?”
เสียงของเยี่ยนหลิงพลันกรีดผ่านความจอแจ ตกลงสู่หูของผู้คน ทำให้เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ
เฉินไทเฟยเองก็ชะงักไปครู่หนึ่งเพราะถูกข่มไว้ แต่แล้วราวกับตัดสินใจได้เด็ดขาด นางอาศัยที่เหล่าทหารในวังไม่มีวันกล้าทำร้ายนาง สะบัดหลุดจากการขัดขวาง ก่อนจะโซเซพุ่งเข้ามา
นางตรงเข้ามาถึงหน้าเยี่ยนหลิง ชี้ด่าปลายจมูกของอีกฝ่ายเสียงแหลม “ก่อนหน้านี้ลูกข้ายังดีๆ อยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับตายกะทันหัน ต้องเป็นเจ้า! ต้องเป็นเจ้าแน่! เจ้าทนพวกเราไม่ได้!”
“ไทเฟยโปรดระวังวาจา!” เยี่ยนหลิงดูไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเดินไปหยุดตรงหน้าใบหน้าบิดเบี้ยวคลุ้มคลั่งของเฉินไทเฟย สีหน้าเย็นชาแทบไร้อารมณ์ “องค์ชายใหญ่ถูกนางกำนัลทำร้ายถึงสิ้นพระชนม์ หม่อมฉันก็จัดการฆาตกรแล้ว อีกทั้งการจากไปขององค์ชายใหญ่ หม่อมฉันเองก็เจ็บปวดใจยิ่ง”
“ไร้สาระ!” เฉินไทเฟยหลุดสบถหยาบคายอย่างเสียสติ ไม่เหลือเค้าความสง่างามเช่นวันวานแม้แต่น้อย ราวกับหญิงตลาด “เจ้าจะเจ็บปวดใจหรือ? เจ้าปรารถนาให้องค์ชายทุกคนตายให้หมดเสียมากกว่า! เยี่ยนหลิง...เจ้าจะต้องตายอย่างไม่มีวันดี! เจ้าจะได้รับกรรมสนอง!”
เยี่ยนหลิงขึ้นเสียงสูง เห็นชัดว่ากำลังเดือดดาลจริงๆ “บังอาจ! เรื่องภายในวัง จะให้ไทเฟยมาคาดเดาตามใจชอบได้อย่างไร? องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์แล้ว สิ่งที่เจ้าควรทำคือกลับไปตำหนักเป่าเซี่ยง จุดธูปสวดภาวนาให้เขาให้มาก มิใช่มาเอะอะโวยวายในตำหนักไท่จี๋ รบกวนงานเลี้ยงหลวง!”
“ไม่!” เฉินไทเฟยคว้ามีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อในทันใด คมมีดเย็นเยียบวาววับ แหลมคมยิ่งนัก “วันนี้หากเจ้าไม่ให้คำอธิบายแก่ข้า ข้าจะตายอยู่ตรงนี้! ให้คนทั้งใต้หล้าดูให้ชัด ว่าองค์หญิงใหญ่แห่งต้าเซิ่งบีบคั้นพระสนมของฮ่องเต้องค์ก่อนและทำร้ายพระโอรสเชื้อพระวงศ์อย่างไร!”
ทั่วทั้งท้องพระโรงฮือฮาขึ้นพร้อมกัน
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างโน้มศีรษะกระซิบกระซาบ ชี้ไม้ชี้มือ ส่วนขุนนางฝ่ายบู๊ก็แทบจะก้าวออกมาข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ
เยี่ยนหลิงยกมือขึ้น ห้ามความวุ่นวายทั้งหมดไว้
สีหน้าของนางเย็นเยียบลงในชั่วพริบตา ในเมื่อพูดดีๆ แล้วไม่ฟัง ก็อย่าหาว่านางใจดำอำมหิต
“ไทเฟยคิดจะใช้ความตายมาบีบบังคับอย่างนั้นหรือ?” เยี่ยนหลิงค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจมีดสั้นที่สั่นอยู่ในมือนั้นแม้แต่น้อย
เฉินไทเฟยไม่คาดคิดว่าเยี่ยนหลิงจะไม่สะทกสะท้านต่อคำขู่เลยแม้แต่นิด มือที่ถือมีดสั่นระริกพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เยี่ยนหลิงเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็แทงสิ” น้ำเสียงของนางร้ายกาจนัก “จะได้ลงไปอยู่ใต้พิภพเป็นเพื่อนลูกชายเจ้าพอดี!”
“เจ้า!” เฉินไทเฟยยกมีดสั้นจ่อคอตนเอง แต่กลับไม่อาจลงมือได้อีก ในดวงตามีเพียงความชิงชังเข้มข้น
“คนมา! พาเฉินไทเฟยลงไป!”
องครักษ์หลายคนรีบเข้ามาหมายจะประคองตัวเฉินไทเฟย ทว่าเห็นนางสะบัดพวกเขาออกไปตรงๆ ก่อนเอ่ยด้วยความแค้นฝังใจว่า “ไม่ต้องให้พวกเจ้ามาแตะ! ข้าเดินเอง!”
สิ้นคำ ภายใต้การคุมกันและรายล้อมของเหล่าองครักษ์ นางก็ค่อยๆ ถอยออกจากท้องพระโรงไป
เยี่ยนหลิงหมดใจจะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงต่อไปอีกแล้ว ครั้นเห็นว่าน้องชายของตนถูกเสด็จแม่ประคองพาออกไปก่อนตั้งแต่ตอนเฉินไทเฟยโผล่มาแล้ว นางก็ขมวดคิ้ว รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่ามีบางอย่างแตกต่างไปจากชาติที่แล้ว
เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมา
นางขมวดคิ้วพลางก้าวออกจากท้องพระโรง
ภายในตำหนัก เสียงดนตรีสุดท้ายก็ไม่ได้ดังขึ้นอีก
งานเลี้ยงคืนส่งท้ายปีเก่านี้ จบลงท่ามกลางความวังเวงเงียบงัน
เซียวจิ้นมองท้องพระโรงที่ผู้คนสลายตัวจากไป เหลือเพียงคนไม่กี่คนกระจัดกระจาย ไม่ต่างจากหัวใจของเขาในเวลานี้ที่ไร้ที่ไป
เขาเป็นคนเป่ยจิ้ง แต่ถูกส่งมาเป็นองค์ประกันที่ต้าเซิ่งตั้งแต่วัยเยาว์ และเติบโตขึ้นในต้าเซิ่ง
จะว่าไปแล้ว เขาคุ้นเคยกับต้าเซิ่งยิ่งกว่าเป่ยจิ้งเสียอีก แต่ต้าเซิ่งกลับมองเขาเป็นสิ่งแปลกปลอม
เขาลุกขึ้นยืน ทุกแห่งที่เดินผ่าน เหล่าขุนนางต้าเซิ่งต่างหลีกทางให้ ราวกับเขาเป็นโรคห่าร้ายแรง
เขาชินชาเสียแล้ว จึงเดินตรงออกไปโดยไม่ชายตามองผู้ใด
ครั้นมาถึงที่เปลี่ยวสงัดแห่งหนึ่ง กลับมีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาขวางทางเขาไว้ในทันที
ยามนี้คนผู้นั้นสวมชุดหม่างเผาของจวิ้นอ๋อง สีหน้ากลับอึมครึมเย็นเหี้ยม
หาใช่ผู้ใดอื่นไม่ แต่คือเยี่ยนเฟยอวี่
“องค์ประกัน โปรดหยุดก่อน” เยี่ยนเฟยอวี่ยืนขวางเขาไว้ พลางกดดันเข้าใกล้เซียวจิ้น “ช่วงนี้ข้านึกเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ไม่ทราบว่าเจ้าสนใจหรือไม่”
แม้ภายนอกจะเหมือนถามไถ่ แต่เขากลับไม่รอให้เซียวจิ้นตอบด้วยซ้ำ เพียงพูดต่อไปเองว่า “ได้ยินมาว่าช่วงนี้เป่ยจิ้งไม่สงบนัก พี่ชายที่แสนดีของเจ้าหลายคนกำลังฟาดฟันกันเอาเป็นเอาตายเพื่อชิงตำแหน่งรัชทายาท ส่วนอ๋องเป่ยจิ้งเพื่อระงับความวุ่นวายภายใน กลับเลือกไม่แต่งตั้งรัชทายาทเสียเลย เจ้าบอกข้าสิว่า ตำแหน่งรัชทายาทนั้น อ๋องเป่ยจิ้งจะเก็บไว้ให้เจ้าหรือไม่?”
ดวงตาของเซียวจิ้นลุ่มลึกจนมิอาจอ่านอารมณ์ เขาเพียงตอบเรียบๆ ว่า “ข่าวสารของท่านจวิ้นอ๋องช่างไวเสียจริง ทว่าเรื่องนี้เป็นกิจภายในของเป่ยจิ้ง สำหรับองค์ประกันที่พำนักอยู่ต้าเซิ่งมาช้านานอย่างข้า กลับไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดนัก”
มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ตอบกลับไป
เยี่ยนเฟยอวี่ไม่อาจหยั่งรู้จากปากเซียวจิ้นได้ว่าอ๋องเป่ยจิ้งมีท่าทีต่อเขาอย่างไร แต่ก็ไม่โกรธ
เพียงได้ยินเขาเอ่ยต่อว่า “เซียวจิ้น เจ้าเป็นคนฉลาด เหตุใดต้องหลอกตนเองด้วยเล่า? โลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าย่อมเป็นสายเลือดราชวงศ์เป่ยจิ้ง นั่นคือรากเหง้าของเจ้า! บัดนี้เป่ยจิ้งเกิดความวุ่นวายภายใน ตำแหน่งรัชทายาทยังว่าง อ๋องเป่ยจิ้งพยายามกดข่าวไว้สุดกำลัง แต่ก็ยังกดไม่อยู่ นี่คือโอกาสที่ยากจะพบพานในพันปี เจ้าจะยอมฝังตัวอยู่ในต้าเซิ่งไปชั่วชีวิตจริงหรือ? เป็นทาสที่แม้แต่จะใช้ปูที่นอนให้อบอุ่นยังไม่ถึงขั้น?”
เยี่ยนเฟยอวี่ยังคงพูดต่อ เสียงของเขาแฝงทั้งการล่อลวงและความมุ่งร้ายอย่างเข้มข้น “องค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์ของพวกเรา ก็แค่มองเจ้าเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่เรียกมาก็มา โบกไล่ก็ไปเท่านั้น ยามอารมณ์ดีก็โยนกระดูกให้ชิ้นหนึ่ง ยามอารมณ์เสียก็เหยียบเจ้าจมดินได้ทุกเมื่อ เจ้าจะยอมจริงๆ หรือ?”
เซียวจิ้นฟังวาจาที่อาบไปด้วยความมุ่งร้ายของเขา สีหน้าแทบไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่มือที่กำแน่นอยู่ใต้ชายแขนเสื้อได้เปิดเผยความคิดในใจของเขาออกมา
“เซียวจิ้น ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่มังกรที่ควรขังอยู่ในแอ่งตื้น มิสู้ฉวยโอกาสยามบ้านเมืองระส่ำนี้กลับเป่ยจิ้งไปเสีย ด้วยความสามารถของเจ้า ไม่แน่ว่าจะช่วงชิงส่วนหนึ่งจากสถานการณ์วุ่นวายมาเป็นของตน สร้างอนาคตให้ตัวเองไม่ได้ อย่างไรก็ดีกว่าการอยู่ที่นี่ให้คนเล่นเป็นของตาย จะอยู่รอดถึงพรุ่งนี้หรือไม่ยังไม่รู้”
คำพูดของเยี่ยนเฟยอวี่ทำให้ลมหายใจของเซียวจิ้นพลันถี่ขึ้นเพียงชั่วเสี้ยวอย่างแทบไม่อาจจับสังเกต
แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหวังดี แต่ก็ยังทำให้เขาหวั่นไหวได้สำเร็จ
“ข้าช่วยเจ้าได้!” เขากล่าว
สีหน้าของเซียวจิ้นในที่สุดก็เปลี่ยนไป เขาจ้องเยี่ยนเฟยอวี่เขม็ง ในดวงตาฉายแววปรารถนาอันแรงกล้า
เยี่ยนเฟยอวี่เฝ้ามองท่าทีของเขา เห็นดังนั้นก็ยิ้มบางๆ ก่อนกวาดตามองไปรอบด้าน แล้วสะบัดแขนเสื้อหยิบขวดหยกเล็กเย็นเยียบสองใบยัดใส่มือเซียวจิ้น
ขวดหยกทั้งสองสัมผัสแล้วเนียนอุ่น เปล่งประกายโปร่งใสดุจเนื้อหยก ใบหนึ่งเป็นหยกดำ อีกใบเป็นหยกเขียว แต่มองไม่ออกว่าใช้ทำสิ่งใด
เยี่ยนเฟยอวี่โน้มเข้าไปกระซิบข้างหูเซียวจิ้นเบาๆ “ขวดหยกดำนี้ไร้สีไร้กลิ่น แต่หากสัมผัสผิวหนังจะทำให้ผู้คนหลับใหลไปหลายวันไม่ฟื้น ราวกับเมามาย ครั้นหลังเกิดเรื่องก็ยากจะตรวจพบ ส่วนขวดหยกเขียวคือยาถอนพิษสำหรับเจ้า เจ้าสามารถกินล่วงหน้าได้”
น้ำเสียงของเขาดุจอสรพิษแลบลิ้น ชวนลวงว่า “คืนนี้เดิมทีงานเลี้ยงในวังก็จบลงอย่างไม่ราบรื่นอยู่แล้ว องค์หญิงใหญ่ย่อมมีใจหงุดหงิด เจ้าลองกินยาจากขวดหยกดำ จากนั้นก็กินยาถอนพิษ แล้วค่อยเข้าใกล้นาง นางต้องตกหลุมแน่ ถึงตอนนั้นด้วยความสามารถของเจ้า จะฉวยโอกาสหลบหนี ซ่อนร่องรอยตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก พอออกจากเมืองหลวงได้ ฟ้ากว้างแผ่นดินไกล จะกลับไปเป่ยจิ้งก็ง่ายดายยิ่ง!”
เซียวจิ้นกำขวดโอสถทั้งสองไว้ในมือ แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเยี่ยนเฟยอวี่ไม่มีทางมีเมตตาเช่นนี้ แต่เขาก็อดใจสั่นไม่ได้
หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับข่าวจากราชวงศ์เป่ยจิ้ง ทว่ากลับได้ยินจากปากเยี่ยนเฟยอวี่เสียอย่างนั้น
เขาต้องการอำนาจ ต้องการฐานะ สิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด มีเพียงเป่ยจิ้งเท่านั้นที่มอบให้ได้
หากยังอยู่ในต้าเซิ่งต่อไป เขาก็เป็นได้เพียงนักโทษผู้หนึ่งตลอดกาล!
เขากำมือแน่นในทันใด กุมขวดหยกไว้ในอุ้งมือจนมั่น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างยากจะสังเกต
เยี่ยนเฟยอวี่รับรู้ได้ถึงความหวั่นไหวของเขา จึงยิ้มพลางตบไหล่เซียวจิ้นเบาๆ
จากนั้นเขาก็ทิ้งเซียวจิ้นไว้เพียงลำพัง ให้ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นคนเดียว
แสงจันทร์ในฤดูหนาวคืนวันนี้ขาวเย็นเป็นพิเศษ สาดลงบนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดของเซียวจิ้น จนขับให้เห็นความมืดหม่นน่าหวาดหวั่นอยู่หลายส่วน
หลังภูเขาจำลองไม่ไกลนัก พลันมีเสียงเบาดังแว่วมาครั้งหนึ่ง
เซียวจิ้นตื่นตัวในทันที รีบซ่อนขวดโอสถทั้งสองเข้าไปในแขนเสื้อ พลางหันไปมอง
กลับเห็นว่าเฉินไทเฟย ซึ่งเมื่อครู่ในท้องพระโรงยังคลุ้มคลั่งราวคนเสียสติ ไม่รู้มาตั้งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด มวยผมของนางยังยุ่งเล็กน้อย ทว่าดวงตาดูเหมือนจะกลับมามีสติอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่กลับยิ่งเงียบงัน เย็นเฉียบ และสิ้นหวังลึกกว่าเดิม
นางได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่นั้นหรือ?
เซียวจิ้นกำมือทั้งสองข้างแน่น ขวดหยกในฝ่ามือกดจนเจ็บ
แต่เฉินไทเฟยกลับค่อยๆ เดินตรงมาหาเขาแล้ว
นางไม่ใส่ใจสายตาระแวดระวังของเซียวจิ้นแม้แต่น้อย เดินมาหยุดตรงหน้าเขาโดยตรง แล้วยื่นมือออกมา เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งแต่สงบนิ่งผิดปกติว่า “เอามา!”
เซียวจิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง มือที่ถือขวดหยกยิ่งกำแน่นขึ้น ทว่าสุดท้ายภายใต้สายตาดื้อดึงของเฉินไทเฟย เขาก็ค่อยๆ ยกข้อมือขึ้น แล้วแบมือออก
ขวดหยกเล็กประณีตสองใบ นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเขา เปล่งแสงเรืองอ่อนโยนอยู่ใต้จันทร์กระจ่าง
เฉินไทเฟยหยิบขวดหยกดำขึ้นมา เปิดจุก แล้วนำไปจ่อปลายจมูก สูดดมเบาๆ เพียงน้อย
การเคลื่อนไหวของนางเชื่องช้าและละเอียดนัก ราวกับกำลังจำแนกกลิ่นบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
ครู่ต่อมา แววกระจ่างบางอย่างก็พาดผ่านดวงตาของนาง ปะปนด้วยความเย้ยหยันและประชดประชัน ก่อนจะจมหายลงสู่ความมืดดำลึกไร้ก้นบึ้ง
นางไม่พูดอะไร
และไม่ได้ตรวจดูขวดอีกใบต่อ เพียงเสียบจุกกลับดังเดิม
จากนั้น ภายใต้สายตางุนงงเล็กน้อยของเซียวจิ้น นางก็ค่อยๆ วางขวดหยกดำกลับคืนลงบนฝ่ามือที่เขายังแบค้างไว้
ต่อมา เฉินไทเฟยก็ไม่หันมามองเขาอีก ราวกับเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงตอนหนึ่งที่ไม่สำคัญอันใด
นางหมุนกาย พยุงตัวไปกับกำแพง เดินโซซัดโซเซอย่างเชื่องช้า เงียบงันไปตามระเบียงทางเดินข้างประตูเล็กทางเดิมที่นางมา
ไม่นาน ร่างของนางก็หายลับเข้าไปในส่วนลึกของโถงทางเดินอันมืดสลัว
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ห่อหุ้มเซียวจิ้นไว้ทั้งร่าง
เซียวจิ้นค่อยๆ หุบฝ่ามือลง กำขวดหยกไว้แน่น หยกนั้นกดทับผิวหนังในฝ่ามือจนเจ็บอยู่บ้าง
กลับเป่ยจิ้งหรือ?
เขาเงยหน้าขึ้น มองจันทร์เต็มดวงบนฟ้า ดวงตาเอ่อคลื่นด้วยอารมณ์เข้มข้นที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น