บทที่ 32
เผชิญหน้ากันทุกเช้าค่ำ
ในวันที่จับตัวเซียวจิ้นกลับมา เยี่ยนหลิงก็พบว่าอาจารย์เหมือนจะจากไปแล้ว
นางตามหาทั่วทั้งเมืองหลวง แม้กระทั่งไปถามหรงจี้ คำตอบที่ได้ล้วนเหมือนกัน—ไปแล้ว
ความอ้างว้างในใจของเยี่ยนหลิงยากจะปกปิด
แต่ราชกิจซับซ้อนวุ่นวายนัก ไม่นานนางก็ลืมเรื่องนี้ไป
หลายวันมานี้ นางพักค้างอยู่ในวังติดต่อกัน ราวกับกำลังหลีกหนีบางสิ่ง
ยามบ่าย ฮ่องเต้น้อยเลิกเรียนแล้ว ก็ยังทำตามธรรมเนียมในหลายวันนี้ มาถวายบังคมเยี่ยนหลิง
เยี่ยนหลิงมองร่างเล็กอวบที่วิ่งเข้ามาหา แล้วรับเขาเข้าสู่อ้อมแขน สีหน้าจึงอ่อนลงอยู่บ้าง
“ในที่สุดพระพักตร์ของเสด็จพี่ก็ดีขึ้นแล้ว” ฮ่องเต้น้อยกอดขาของเยี่ยนหลิง เงยหน้ามองนาง สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “มีข่าวลือว่าเสด็จพี่ประชวรเป็นไข้หวัด กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่จวนองค์หญิงใหญ่ ข้ากับเสด็จแม่ต่างก็เป็นห่วงมาก”
เยี่ยนหลิงย่อตัวลง ลูบศีรษะฮ่องเต้น้อย พลางฝืนยิ้มบางๆ “ทำให้พวกเจ้าต้องเป็นห่วงแล้ว”
นับแต่ผ่านปีใหม่นี้ไป ฮ่องเต้น้อยก็เหมือนเติบโตขึ้นฉับพลัน หลังผ่านทั้งการกบฏในวังและการลอบปลงพระชนม์ เด็กน้อยก็ดูเหมือนเข้าใจความเพียรมากขึ้น พอจัดการเรียนให้ เขาก็มิได้ขัดขืน
เยี่ยนหลิงถามเขาตามปกติ “วันนี้บทเรียนที่หอฉงเหวินเป็นอย่างไรบ้าง?”
“วันนี้ท่านมหาบัณฑิตสอนคัมภีร์ซั่งซู พูดถึงบทมู่ซื่อด้วย” ฮ่องเต้น้อยเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนิ่ม “สอนไปถึงประโยคที่ว่า ‘แม่ไก่ขันยามอรุณ บ้านเรือนย่อมฉิบหาย’ แล้ว แต่ข้าถามท่านมหาบัณฑิตว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมบอกเสียที เสด็จพี่ แท้จริงแล้วมันหมายความว่าอะไรหรือ?”
บรรยากาศพลันแข็งค้าง
ฮ่องเต้น้อยที่คิดเพียงว่าความใฝ่รู้ของตนจะทำให้เสด็จพี่พึงพอใจ กลับเห็นสีหน้าของเยี่ยนหลิงแข็งค้างขึ้นมาในทันใด
นางจ้องมองฮ่องเต้น้อย พยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำถามนั้นจากสีหน้าเขา โชคดีที่มีเพียงความไร้เดียงสา
แต่สีหน้าที่เย็นชาลงอย่างฉับพลันของนางก็ยังทำให้ฮ่องเต้น้อยสังเกตได้ เขาราวกับตระหนักว่าตนพูดผิดไป “เสด็จพี่กริ้วแล้วหรือ? อย่ากริ้วเลย ข้ารู้ว่าผิดแล้ว”
เจิ้น...
แต่ก่อนเขาเรียกนางว่าเสด็จพี่ และไม่เคยแทนตนว่าเจิ้นเลย
เยี่ยนหลิงเหม่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักว่าเด็กคนนี้เติบโตขึ้นแล้วในยามที่นางมองไม่เห็น และเริ่มมีสำนึกว่าตัวเองคือฮ่องเต้จริงๆ
เขาคือฮ่องเต้ ส่วนนางเป็นเพียงองค์หญิงผู้สำเร็จราชการ ไม่ช้าก็เร็วต้องคืนราชอำนาจให้เขา
ความคิดในใจนางสับสนวุ่นวาย ชั่วขณะหนึ่งไม่อาจแยกแยะได้ว่าตนกำลังคิดสิ่งใด เพียงแต่มองฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยอย่างหนักอึ้ง ราวกับเพิ่งรู้จักพระอนุชาคนนี้เป็นวันแรก
เยี่ยนหลิงหลับตาลง สูดลมหายใจลึก แล้วเมื่อลืมตาขึ้น นางก็โบกมือ เสียงอ่อนล้า “ฝ่าบาทเสด็จกลับเถิด วันนี้เปิ่นกงเหนื่อยอยู่บ้าง”
ฮ่องเต้น้อยเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ หันกลับมามองทุกสามก้าว
จนกระทั่งบานประตูตำหนักปิดลงในชั่วขณะนั้น...
“ไปเรียกมหาบัณฑิตผู้เข้าเวรที่หอฉงเหวินมา” เสียงของนางเย็นเฉียบ ปะปนด้วยไอสังหารแห่งฤดูหนาว
มหาบัณฑิตหลี่หยงแห่งหอฉงเหวินถูกพาตัวมาถึงตอนผ่านไปแล้วครึ่งชั่วยาม ขุนนางเฒ่าที่ล่วงเข้าสู่วัยหกสิบกว่าปีผู้นี้คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น หน้าผากแนบชิดพื้นเย็นเยียบ
“ท่านมหาบัณฑิตหลี่” เสียงของเยี่ยนหลิงดังมาจากหลังม่าน สงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่น “เปิ่นกงถามเจ้า วันนี้ที่หอฉงเหวิน เป็นเจ้าที่สั่งสอนฝ่าบาทถึงประโยค ‘แม่ไก่ขันยามอรุณ บ้านเรือนย่อมฉิบหาย’ ใช่หรือไม่?”
ร่างของหลี่หยงสั่นสะท้าน “ทูลองค์หญิง เป็นกระหม่อมเองที่สอนจริง แต่กระหม่อมเพียงอธิบายตามคัมภีร์ มิได้มีความนัยอื่นใดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“อธิบายตามคัมภีร์?” เยี่ยนหลิงหัวเราะเบาๆ ครั้งหนึ่ง แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับทำให้คนทั้งตำหนักขนลุกเกรียว “ท่านมหาบัณฑิตหลี่แตกฉานความรู้ยิ่งนัก คงทราบที่มาและความหมายลึกซึ้งของวลีนี้ดี ถ้าเช่นนั้นเปิ่นกงจะถามเจ้า ว่าอะไรคือ ‘แม่ไก่ขันยามอรุณ’? แล้วเหตุใดจึง ‘บ้านเรือนย่อมฉิบหาย’?”
“นี่...นี่เป็นถ้อยคำที่อู่หวางตรัสไว้ยามยกทัพปราบโจ้ว หมายถึงสตรีก้าวก่ายกิจบ้านเมือง บ้านเมืองและแผ่นดินจะล่มจม...” เสียงของหลี่หยงยิ่งพูดยิ่งเบาลง
“เช่นนั้นท่านมหาบัณฑิตหลี่ก็กำลังยกเรื่องในอดีตมาเหน็บแนมปัจจุบัน แอบชี้ว่าข้า องค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการผู้นี้ คือแม่ไก่ที่ขันยามอรุณ จะนำพาแผ่นดินเยี่ยนของข้าไปสู่ความพินาศอย่างนั้นหรือ?” เสียงของเยี่ยนหลิงพลันสูงขึ้น
“กระหม่อมมิกล้า! กระหม่อมมิกล้าหมื่นครั้งมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่หยงก้มศีรษะโขกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน้าผากกระแทกพื้นจนเกิดเสียงทึบหนัก
เยี่ยนหลิงก้าวออกมาจากหลังม่าน ก้าวหนึ่งแล้วอีกก้าวหนึ่ง เชื่องช้าและหนักอึ้ง นางหยุดยืนตรงหน้าหลี่หยง ก้มลงมองขุนนางชราผมหงอกขาวผู้นี้จากเบื้องสูง
“มิกล้า? แต่เจ้าก็ทำไปแล้ว” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าทุกคำหนักดุจค้อนทุบ “เจ้าสอนฝ่าบาทด้วยวลีนี้ ก็เท่ากับหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงลงในพระทัยของพระองค์ ทำให้พระองค์รู้สึกว่า เสด็จพี่ของพระองค์ ผู้เป็นพี่หญิงแท้ๆ ที่ฝืนเสียงคัดค้านทั้งหลายช่วยประคองให้พระองค์ขึ้นครองราชย์ในยามเยาว์วัย และคอยพิทักษ์บ้านเมืองว่าราชการแทนพระองค์ เป็นสตรีที่จะทำร้ายแผ่นดินได้”
“กระหม่อม...กระหม่อมสมควรตายหมื่นครั้ง...” หลี่หยงทรุดอยู่กับพื้น น้ำตาชราไหลอาบหน้า
เยี่ยนหลิงมองเขาเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วพลันรู้สึกอ่อนล้าลึกถึงแก่นใจ ลงโทษเขาแล้วอย่างไร? ฆ่าเขาแล้วอย่างไร? ทั่วทั้งราชสำนัก ความดูแคลนเหล่านั้น คำครหานินทาเหล่านั้น จะหายไปเพราะความตายของคนเพียงคนเดียวหรือ?
“ช่างเถิด” นางหันหลังกลับ เสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “หลี่หยงสั่งสอนไม่เหมาะสม ปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปี นับแต่วันนี้ให้ปลดจากตำแหน่งมหาบัณฑิตแห่งหอฉงเหวิน กลับไปอยู่บ้านไตร่ตรองตนเองเสีย”
หลี่หยงเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นก็รีบโขกศีรษะอีกระลอก “ขอบพระทัยในพระเมตตาขององค์หญิง! ขอบพระทัยในพระเมตตาขององค์หญิง!”
เมื่อขุนนางเฒ่าถอยออกไปแล้ว เยี่ยนหลิงจึงยอมเผยความอ่อนแอของตน นางพยุงเสาไว้ ราวกับเรี่ยวแรงไม่พอ นับแต่หายจากพิษ ร่างกายของนางก็ไม่แข็งแรงเหมือนเก่า ชิวหลินรีบเข้ามาประคอง แต่กลับถูกนางผลักออกเบาๆ
“ไปเชิญไทเฮามา” นางเอ่ย
หวังไทเฮามาอย่างรวดเร็ว สตรีที่ดูแลตนเองอย่างดีผู้นี้สวมฉลองพระองค์วังสีม่วงเข้ม ก้าวเดินสุขุมสง่า นางนั่งลงตรงหน้าเยี่ยนหลิง สายตากวาดมองใบหน้าซีดขาวของบุตรสาว แล้วทอดถอนใจเบาๆ
“เจ้าจะจริงจังกับพวกบัณฑิตหัวเก่าเหล่านั้นไปไย?” เสียงของหวังไทเฮาอ่อนโยน แต่แฝงแววตำหนิที่แทบจับไม่ได้ “หลี่หยงเป็นขุนนางเก่าสามรัชกาล ศิษย์เก่าและผู้คุ้นเคยมีอยู่ทั่วราชสำนักและบ้านเมือง วันนี้แม้เจ้าจะลงโทษเบา แต่เกรงว่าก็ยังจะก่อคำครหาอยู่ดี”
เยี่ยนหลิงเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เป็นมารดาตรงๆ “เช่นนั้นเสด็จแม่เห็นว่าลูกไม่ควรเอาเรื่องหรือ?”
“มิใช่ว่าไม่ควรเอาเรื่อง แต่ต้องรู้จักขอบเขต” หวังไทเฮายกถ้วยชาขึ้น เป่าลมเบาๆ “หลิงเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าเป็นองค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการ ทุกการกระทำต้องคำนึงถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ ฝ่าบาทก็เติบโตขึ้นทุกวัน เรื่องบางอย่างก็ควรให้พระองค์ค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจได้แล้ว”
“ให้ทรงเรียนรู้และเข้าใจอะไร?” เสียงของเยี่ยนหลิงสั่นเล็กน้อย “เข้าใจว่าเสด็จพี่ของเขาเป็นสตรีแบบแม่ไก่ขันยามอรุณ ที่สักวันจะทำลายแผ่นดินของเขาหรือ?”
มือของหวังไทเฮาชะงักเล็กน้อย ถ้วยชาวางลงบนโต๊ะเตี้ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าจะพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าเป็นพี่หญิงแท้ๆ ของเขานะ...”
“แล้วอย่างไร?” เยี่ยนหลิงตัดบทผู้เป็นมารดา ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เสด็จแม่ แม้แต่พระองค์ก็ยังเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก่อนพระองค์ตรัสว่า หลิงเอ๋อร์มีพรสวรรค์ในการปกครอง เป็นพรที่ฟ้าประทานให้ต้าเซิ่ง ทว่าตอนนี้พระองค์กลับบอกให้ลูกระวัง ‘ขอบเขต’”
ทั้งตำหนักจมสู่ความเงียบงันยาวนาน
หวังไทเฮามองบุตรสาว อารมณ์ในแววตาซับซ้อนนัก กว่าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งก็ผ่านไปเนิ่นนาน “หลิงเอ๋อร์ มารดาเพียงเป็นห่วงเจ้า ใต้หล้านี้ โดยเฉพาะในราชสำนัก จิตใจคนยากหยั่งถึง ยิ่งเจ้าแข็งกร้าวเท่าใด ศัตรูก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น...”
เยี่ยนหลิงหัวเราะขื่น “เสด็จแม่ ตั้งแต่วันที่ลูกขึ้นสำเร็จราชการ ลูกก็ไม่มีทางถอยอีกแล้ว ถอยหนึ่งก้าว มิใช่ฟ้ากว้างทะเลไพศาล หากเป็นเหวลึกหมื่นจั้ง”
หวังไทเฮาไม่พูดอะไรอีก เพียงมองบุตรสาวด้วยสายตาที่ผสมกันระหว่างความปวดใจและความกังวล สุดท้ายนางลุกขึ้น ตบหลังมือเยี่ยนหลิงเบาๆ “เจ้าพักผ่อนให้ดี อย่าตรากตรำเกินไป ส่วนทางฝ่าบาทนั้น...ข้าจะไปเตือนพระองค์เอง”
“ไม่จำเป็นเพคะ” เยี่ยนหลิงกลับปฏิเสธความหวังดีนั้น หากพระอนุชามีใจหวาดระแวงขึ้นมาจริงๆ จะใช่เพียงคำเตือนสองสามประโยคแล้วจบได้อย่างไร
หลังมารดาจากไป เยี่ยนหลิงนั่งอยู่คนเดียวในตำหนักอีกนาน แสงอาทิตย์ยามเย็นลอดผ่านช่องหน้าต่าง ทาบเงาของนางยาวเหยียด ตำหนักกว้างใหญ่เงียบงันเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจตนเอง
สิ่งที่เคยยึดมั่นปักใจไว้ ดูเหมือนกำลังซีดจางลงอย่างเงียบเชียบ
การหยั่งเชิงคล้ายมีคล้ายไม่มีของพระอนุชา ความกังวลของมารดา คำครหาของเหล่าขุนนาง...ทั้งหมดนี้ล้วนเหมือนเชือกไร้รูปที่รัดรอบลำคอนางแน่นขึ้นทุกที
ได้เกิดใหม่อีกชาติ นางเคยคิดว่าตนจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งได้
นางกำจัดพรรคกบฏล่วงหน้า เพิ่มกำลังทัพองครักษ์ แม้กระทั่งเปลี่ยนจุดจบของการกบฏในวังคราวนั้นได้
เพื่อน้องชาย เพื่อมารดา เพื่อแผ่นดินนี้ นางหวนกลับมาดุจปีศาจร้าย
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่นางต้องเผชิญกลับเป็นความคลางแคลงของพวกเขา เป็นการไม่ยอมรับของพวกเขา
“ชิวหลิน” นางเรียก
ชิวหลินขานรับแล้วเข้ามา “องค์หญิงมีรับสั่งอะไรเพคะ?”
“เอาสุรามา” เสียงของเยี่ยนหลิงแผ่วเบา “เอาที่แรงที่สุด”
ชิวหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่กล้าขัดขืน
ไม่นานนัก นางก็ยกสุราแรงเก่าเก็บมาหนึ่งกา กับถ้วยหยกหนึ่งใบ
เยี่ยนหลิงโบกมือให้นางถอยออกไป แล้วรินดื่มเอง
สุราไหลลงคอ ร้อนแรงบาดลึก แผดเผาอวัยวะภายในจนปวดแสบ
ดื่มไปดื่มมา ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่าเลือน
จนกระทั่งไม่รู้ว่าดื่มไปมากเพียงใด จนความเจ็บปวดทั้งหลายเหมือนถูกทำให้ด้านชาไปชั่วคราว นางจึงเงยดวงตาพร่าเมา มองไปยังตำหนักอันว่างเปล่า
“ชิวหลิน” นางเรียกอีกครั้ง เสียงเริ่มเจือกลิ่นสุรา “พาเซียวจิ้นมา”
ชิวหลินเห็นนางเป็นเช่นนี้ ก็คล้ายอยากพูดอะไรแต่พูดไม่ออก ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่อาจขัดรับสั่ง
เมื่อเซียวจิ้นถูกพามาถึงตำหนักบรรทม ก็เป็นยามดึกแล้ว
เขายังคงสวมชุดนักโทษ มือเท้าถูกล่ามตรวน
แต่ดูเหมือนร่างกายจะถูกชำระล้างมาแล้ว จึงลดความสกปรกหม่นหมองจากในคุกลงไปหลายส่วน
ราวกับเป็นของกำนัลชิ้นหนึ่ง ที่ถูกส่งเข้ามาในตำหนักบรรทมของเยี่ยนหลิง
แสงจันทร์สาดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ทิ้งเงาแสงสลับมืดสลัวบนใบหน้าของเขา
เซียวจิ้นยืนอยู่ตรงนั้น มองเยี่ยนหลิงที่เมาหนักอยู่บนตั่งนุ่มด้วยสายตาสงบนิ่ง
เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงใหญ่เมาหนักไม่น้อย
นางเอนกายพิงอยู่บนตั่ง ฉลองพระองค์สีแดงค่อนข้างหลุดลุ่ยอยู่บ้าง
ดูเหมือนนางจะโปรดสีแดงนัก เมื่อขับกับแก้มแดงซ่านของนางแล้ว ก็ยิ่งงามดุจมนุษย์กับดอกท้อ
ยามนี้ ดวงตายังเคลือบม่านหมอกชื้นชั้นหนึ่ง จ้องมองเซียวจิ้นที่เพิ่งเข้ามาไม่วางตา
เยี่ยนหลิงในยามนี้ ช่างแตกต่างจากองค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการที่ยังฝืนขึงความสง่าเย็นเยียบอยู่เมื่อหลายวันก่อน ราวกับเป็นคนละคน
“พวกเจ้าถอยไปให้หมด!” เยี่ยนหลิงโบกมือ เสียงเลือนรางไม่ชัดนัก
ชิวหลินมองนางอย่างกังวลอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองเซียวจิ้นอย่างระแวดระวัง สุดท้ายก็พาเหล่าข้าหลวงถอยออกไป
บานประตูตำหนักปิดลงเบาๆ ตำหนักบรรทมกว้างใหญ่บัดนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคน
เซียวจิ้นเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องที่เยี่ยนหลิงพูดว่าจะรับเขาเป็นชายบำเรอนั้น จะคิดทำจริงถึงเพียงนี้
บัดนี้เมื่อมองตำหนักบรรทมแห่งนี้ อีกทั้งสีหน้าเมามายของเยี่ยนหลิง เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แววฉงนบางๆ วาบผ่านดวงตา
แต่เยี่ยนหลิงไม่คิดจะคลายความสงสัยและประหลาดใจให้เขา
นางโงนเงนลุกขึ้นยืน เดินไปหาเซียวจิ้น ครั้นเหลือระยะห่างเพียงหนึ่งก้าว ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็ยื่นมือออกไป
ปลายนิ้วนางสั่นน้อยๆ ขณะที่กำลังจะแตะลงบนแก้มของเซียวจิ้น
แววตาของเซียวจิ้นพลันลึกขึ้น ทว่าเขากลับเอียงหน้าเล็กน้อย หลบออกไป หลบการสัมผัสของนาง
เขา...หลบ!
การกระทำนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เยี่ยนหลิงทนไม่ไหวอีกต่อไป
“แม้แต่เจ้าก็ยังรังเกียจข้า!” ร่างของนางสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม เสียงแหบพร่าแตกสลาย “พวกเจ้าล้วนรังเกียจข้า! เสด็จแม่ ฮ่องเต้ เหล่าขุนนาง...บัดนี้แม้แต่เจ้า นักโทษคนหนึ่ง ก็ยังกล้าหลบข้า!”
เสียงของนางก้องสะท้อนอยู่ในตำหนักอันว่างเปล่า เปี่ยมด้วยความเปราะบางที่ถูกกดทับมานาน
สุราแรงทำให้นางสูญเสียการยับยั้งเช่นทุกวัน ความอ่อนแอและความเจ็บปวดที่ฝังลึกมาตั้งแต่คืนชีพกลับมา หลังจากพบว่าทุกสิ่งล้วนไร้ความหมาย ก็หลั่งทะลักออกมาดุจน้ำเชี่ยว
ความประหลาดใจในดวงตาของเซียวจิ้นยิ่งเข้มขึ้น
ในความทรงจำของเขา เยี่ยนหลิงเป็นคนเยือกเย็น เข้มแข็ง และแม้กระทั่งมิอาจล่วงเกินได้เสมอมา ดุจจันทร์อยู่สูงบนฟ้า ดุจนกอยู่เหนือเมฆ จนเขาอยากยิงนางให้ร่วงลงมาอย่างแรงกล้า อยากเห็นว่าเมื่อร่วงลงสู่อ้อมแขนเขา จนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแตะถึง นางจะยังงามเช่นเดิมหรือไม่
แต่ดูตอนนี้สิ...
เซียวจิ้นมองสตรีที่อ่อนแอจนทรุดนั่งลงกับพื้น ขดตัวเป็นก้อน ไหนเลยยังมีเค้าความน่าเกรงขามขององค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการอยู่แม้เพียงครึ่งส่วน
แต่นางกลับเผยความอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าเขาโดยไม่รู้ตัว เช่นนั้นจะหมายความว่า...ในใจของนางมีเขาอยู่จริงหรือ?
การคาดเดานี้ทำให้ใจเขายุ่งเหยิงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
เมื่อมองสตรีตรงหน้าที่ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เซียวจิ้นก็เข้าใจได้ทันทีว่านางเมาแล้ว
แต่การตระหนักรู้นี้กลับทำให้เขาผ่อนคลายขึ้นอยู่หลายส่วนโดยไร้สาเหตุ
เขาย่อตัวลง นั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเสมอกับสตรีตรงหน้า พยายามมองหาความมีสติสักเสี้ยวจากในดวงตาของนาง
ดีมาก ไม่มีเลยแม้แต่น้อย
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น