บทที่ 35
สูงล้นสะเทือนบัลลังก์
ท้ายขบวน เจียงเต้า เสนาบดีกรมพิธีการ กำลังทักทายปราศรัยกับท่านเฉิน อธิการสำนักศึกษาหลวง
“ท่านเฉิน”
“ท่านเจียง”
ทั้งสองต่างประสานมือคำนับให้กัน
เจียงเต้ากล่าวว่า “หลังจากเฉินไทเฟยสิ้นพระชนม์ ท่านเฉินก็ปิดประตูไม่ออกจากเรือนมาร่วมเดือน บัดนี้นับว่าทำใจได้แล้วหรือ”
ประกายคมวาบหนึ่งพาดผ่านดวงตาของอธิการเฉิน เขายิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ พี่สาวข้าจากไป ทางวังให้คำอธิบายเพียงว่าโรคหัวใจกำเริบฉับพลัน แต่กลับจัดพิธีฝังอย่างลวกๆ รีบนำเข้าฮ่องสุ่ย ข้ายังไม่ได้เห็นแม้แต่ร่างของนางด้วยซ้ำ”
เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง “ในอกข้ากลัดกลุ้มเสียเหลือเกิน”
ครั้นเอ่ยถึงเฉินไทเฟย อธิการเฉินก็อดถามเจียงเต้าไม่ได้ “อย่างไรเสียภรรยาของท่านก็เป็นญาติห่างๆ ของไทเฟยเหนียงเหนียง เมื่อได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้ สองสามีภรรยาของท่านก็คงรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อยกระมัง”
เจียงเต้าชะงักไปครู่หนึ่ง หัวเราะแห้งๆ เสียงหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบอันใด
หลังกลับถึงวัง เยี่ยนรุ่ยก็เรียกทั้งสองเข้าเฝ้าที่ตำหนักเซวียนเจิ้งในทันที
เมื่อสั่งให้คนทั้งหลายถอยออกไปแล้ว เจียงเต้าจึงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “ฝ่าบาท วันนี้องค์หญิงใหญ่ทรงเอาชนะจ้าวเมิ่งแม่ทัพจ้าวอย่างสง่างามในลานประลองยุทธ์ แน่นอนว่าเป็นเรื่องน่าเกรงขามยิ่งนัก แต่กระหม่อมเห็นว่า เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสม”
ความไม่พอพระทัยบนพระพักตร์ของเยี่ยนรุ่ยเห็นได้ชัด “เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น”
อธิการเฉินก้าวขึ้นมาข้างหน้ารวดเร็ว น้ำเสียงยังคงนอบน้อม ทว่าสายตากลับซ่อนความนัยลึกไว้ “ฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่ทรงรับตัวเซียวจิ้น องค์ชายตัวประกันแห่งเป่ยจิ้งไว้ แล้วกักเขาไว้ในจวนองค์หญิงใหญ่ แต่เดิมก็ขัดต่อธรรมเนียมอยู่แล้ว ตามกฎหมายราชวงศ์เรา ตัวประกันควรถูกคุมขังไว้ในตำหนักรับรอง ให้กรมราชสกุลกับกรมพิธีการต่างแคว้นร่วมกันดูแล จะนำเข้าไปไว้ในจวนส่วนพระองค์ขององค์หญิงได้ตามอำเภอพระทัยได้อย่างไร”
เยี่ยนรุ่ยนิ่งงันไปครู่ เรื่องของเซียวจิ้นนั้นใช่ว่าพระองค์ไม่รู้เลย เพียงแต่ไม่เคยคิดลึกถึงเพียงนี้มาก่อน
เจียงเต้า เสนาบดีกรมพิธีการ รับคำต่อทันที “นี่เป็นประการที่หนึ่ง ประการที่สอง เป่ยจิ้งเพิ่งตั้งทัพอยู่นอกด่าน รายงานศึกเพิ่งส่งมาถึง องค์หญิงใหญ่ก็ทูลขออาสาขึ้นเหนือในทันใด จังหวะช่างบังเอิญเกินไป ฝ่าบาทลองทรงคิดดูเถิด เป่ยจิ้งไม่ตั้งทัพแต่เนิ่นๆ ไม่ตั้งทัพให้ช้า กลับมาตั้งทัพอยู่นอกด่านพอดีในเวลาที่เซียวจิ้นตกอยู่ในเงื้อมมือขององค์หญิงใหญ่...”
เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “ฝ่าบาท กระหม่อมขออาจหาญพูดตรงๆ ตั้งแต่เกิดการแปรพระราชวัง องค์หญิงใหญ่ก็ทรงกุมราชการ ควบคุมกองทัพองครักษ์ บัดนี้ยังจะทรงกุมอำนาจทหารชายแดนเหนืออีก ความชอบสูงจนสะเทือนพระราชอำนาจ เรื่องเช่นนี้มีมาแต่โบราณ อีกทั้งระหว่างองค์หญิงกับเซียวจิ้น...แค่กๆ ในหมู่ชาวบ้านก็มีข่าวลือแพร่สะพัดกันมานานแล้ว ว่าองค์หญิงทรงปฏิบัติต่อองค์ชายตัวประกันผู้นั้นเป็นพิเศษนัก”
“เป็นพิเศษ?” เยี่ยนรุ่ยยังทรงงุนงงอยู่บ้าง “หมายความว่าอย่างไร”
อธิการเฉินอดถอนใจไม่ได้ “ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ เมื่อคืนองค์หญิงใหญ่ทรงค้างคืนในวัง และเซียวจิ้นก็อยู่ในตำหนักเดียวกับนาง เช้านี้ยังมีคนเห็นองค์หญิงเสด็จกลับจวนอย่างรีบร้อน สีหน้าผิดปกติ จากนั้นก็หันมาขอแทรกแซงอำนาจทหารชายแดนเหนือทันที” พอเว้นจังหวะ เขาก็กล่าวต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลืออีกว่า ถึงเซียวจิ้นจะเป็นเพียงตัวประกัน แต่กลับได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์หญิงใหญ่อย่างมาก เรื่องที่องค์หญิงเคยส่งเขาไปกวาดล้างกองกำลังเก่าของอ๋องหยงบนเขาหมั่งจวิน ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้ว”
ในที่สุดเยี่ยนรุ่ยก็เข้าใจ สีพระพักตร์พลันแย่ลงกว่าเดิม “พวกเจ้าหมายความว่า ระหว่างเสด็จพี่หญิงกับเซียวจิ้น พวกเขา...”
“พวกกระหม่อมไม่กล้าสรุปส่งเดช” เจียงเต้าก้มตัวลงเร่งรีบ “เพียงแต่ หากองค์หญิงใหญ่ทรงมีความเกี่ยวพันกับเป่ยจิ้งเป็นการลับจริง การรับตัวเซียวจิ้นไว้ก็เท่ากับทรงกุมไพ่ใบสุดท้ายของต้าเซิ่งไว้ในพระหัตถ์ อีกอย่าง แม้เซียวจิ้นจะเป็นตัวประกัน แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นองค์ชายแห่งเป่ยจิ้ง หากองค์หญิงใหญ่อาศัยเขาติดต่อกับเป่ยจิ้ง...”
ยิ่งพูดยิ่งเหลวไหล
“เป็นไปไม่ได้!” เยี่ยนรุ่ยปฏิเสธอย่างฉับพลัน พลันลุกพรวดขึ้น พระพักตร์น้อยๆ เต็มไปด้วยความกริ้ว “เสด็จพี่หญิงไม่มีวันทรยศต้าเซิ่งเด็ดขาด!”
แม้จะตรัสเช่นนั้น แต่ในใจของเยี่ยนรุ่ยกลับเกิดระลอกคลื่นขึ้นแล้ว
พระองค์อดนึกถึงสายตาเกรงขามปนยำเกรงของขุนนางทั้งหลายที่มองเยี่ยนหลิงในลานประลองยุทธ์วันนี้ไม่ได้ นึกถึงบนท้องพระโรงที่เยี่ยนหลิงออกคำสั่งคำเดียวโดยไม่เคยขอความเห็นจากพระองค์ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน นึกถึงฎีกาที่ส่งมาถึงตำหนักเซวียนเจิ้ง แต่พระมารดากลับตรัสเตือนอยู่เสมอว่า เรื่องใดให้ไปถามเสด็จพี่หญิงเสียก่อน จึงจะผิดพลาดได้ยาก
หากเป็นเช่นนั้น แล้วพระองค์เล่า? ฮ่องเต้อย่างพระองค์จะนับเป็นสิ่งใดกัน?
เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยถูกหว่านลงแล้ว ก็ไม่มีทางถอนรากได้อีก
อธิการเฉินสังเกตสีพระพักตร์อยู่ตลอด จึงฉวยโอกาสรุกต่อขณะเหล็กยังร้อน “ฝ่าบาททรงระงับพระพิโรธก่อนเถิด เพียงแต่ใจคนเราควรระวังไว้บ้าง! แม้แต่องค์หญิงใหญ่จะออกรบก็ยังจะพาเซียวจิ้นไปด้วย ใครเล่าไม่รู้ว่าเซียวจิ้นถูกเป่ยจิ้งทอดทิ้งโดยสิ้นเชิง การพาเขาไปชายแดนเหนือ ช่างเผยเจตนาแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด...”
“หุบปาก!” เยี่ยนรุ่ยตวาดลั่น เสียงตวาดนั้นดังออกไปแล้ว พระองค์กลับคล้ายหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงประทับบนบัลลังก์มังกรอีกครั้ง มือเล็กกำพนักแน่น
แล้วอย่างไรเล่า? หลังความเงียบงันชั่วครู่ เยี่ยนรุ่ยก็ราวกับความคิดแล่นวาบ พลันเปล่งเสียงออกมา “ต้องเป็นความผิดของเซียวจิ้นแน่! เป็นเซียวจิ้นที่ทำลายชื่อเสียงของเสด็จพี่หญิง!”
“ฝ่าบาท...” อธิการเฉินเห็นดังนั้นก็หันไปสบตาเจียงเต้า ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากันครู่หนึ่ง ราวกับเข้าใจกันบางอย่าง
อธิการเฉินก้าวขึ้นมาข้างหน้า คุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท ไม่สู้พวกเราฆ่าเซียวจิ้นเสียเถิด”
“ฆ่าเซียวจิ้น?” เยี่ยนรุ่ยพึมพำ ราวกับกำลังตรัสกับพระองค์เอง ก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้นฉับพลัน “ถูกแล้ว! เช่นนี้เสด็จพี่หญิงก็จะไม่ถูกผู้คนเข้าใจผิด ไม่ถูกนินทาว่าร้ายอีก!”
ฆ่าเซียวจิ้นเสีย ตัดความเกี่ยวพันระหว่างเสด็จพี่หญิงกับเซียวจิ้นให้ขาด เสด็จพี่หญิงก็จะต้องทุ่มเทรับศึกได้เต็มที่แน่ ต้องเป็นเซียวจิ้นที่ล่อลวงเสด็จพี่หญิง
เพียงแค่ฆ่าเซียวจิ้น!
...
ยามเยี่ยนหลิงกลับถึงจวน ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
วันนี้แม้จะชนะอย่างสะใจในลานประลองยุทธ์ แต่ในอกกลับยังรู้สึกอึดอัดราวกับกำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
นางโบกมือให้ชิวหลินที่คิดจะเข้ามาปรนนิบัติถอยไป แล้วเดินลัดผ่านลานในของจวนองค์หญิงโดยลำพัง สุดท้ายฝีเท้าก็เลี้ยวไปทางโรงฟืนอันห่างไกลทางทิศตะวันตก
ชิวหลินบอกว่า เซียวจิ้นถูกขังไว้ที่นี่
ยามเฝ้าโรงฟืนเห็นเป็นนางก็เงียบงันคำนับ ก่อนจะถอยห่างออกไปอย่างรู้หน้าที่
ประตูโรงฟืนถูกผลักเปิด ส่งเสียงเอี๊ยดอาดทึบหนัก ดังชัดเจนเป็นพิเศษท่ามกลางราตรีอันสงัด
ภายในแสงสลัว มีเพียงหน้าต่างบานเล็กสูงขึ้นไปที่ปล่อยให้แสงจันทร์ซีดเซียวส่องลอดเข้ามาได้เพียงน้อยนิด
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหญ้าแห้งกับฝุ่นผง และยังมีไออับผุพังจางๆ ปนอยู่ด้วย
กลิ่นควันฝุ่นหนักอึ้ง พอประตูเปิด ฝุ่นละอองก็กระจายลอยขึ้นกลางแสงจันทร์
เซียวจิ้นเอนกายพิงอยู่ข้างกองฟืนตรงมุมห้อง มือเท้าทั้งสองถูกตรวนหนักล่ามไว้ ปลายอีกด้านของโซ่ยาวตอกตายติดผนังแน่นหนา
เขาหลับตาอยู่ คล้ายกำลังพักงีบ เสื้อผ้าบนกายยังนับว่าสะอาดอยู่บ้าง แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าดูดี โดยเฉพาะรอยประทับตราไฟตรงหัวไหล่ยังคงซึมเลือดออกมาเป็นเส้นบางๆ
สายตาของเยี่ยนหลิงหยุดอยู่บนรอยเลือดนั้นชั่วขณะ ดวงตาไหววูบอย่างแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะกลับคืนสู่ความเย็นชาดังเดิม
นางมิได้จงใจผ่อนฝีเท้า ฝ่าเท้าเหยียบบนพื้นหยาบกร้านจนเกิดเสียงชัดเจน
เซียวจิ้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นทอดมองมาในความมืดสลัว กลับเย็นวังเวงยิ่งกว่าแสงจันทร์นอกหน้าต่างเสียอีก
เยี่ยนหลิงหยุดยืนห่างจากเขาไปไม่กี่ก้าว มองลงมาจากเบื้องบน
อาภรณ์แดงภายใต้แสงสลัวหม่นลงเป็นสีแดงเข้มข้น ราวกับโลหิตที่แข็งตัวแล้ว
“เป่ยจิ้งตั้งกำลังสองแสนนายอยู่นอกด่านเยี่ยนหุย” นางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้ารู้เรื่องหรือไม่”
เซียวจิ้นกระตุกมุมปาก รอยยิ้มไปไม่ถึงดวงตา “เจ้าขังข้าไว้ในที่คับแคบแห่งนี้ทั้งวันทั้งคืน ปิดหูปิดตาข้าจนหมด แล้วกลับมาถามข้า เช่นนั้นสู้ไปถามกองทัพชายแดนเหนือของพวกเจ้าไม่เร็วกว่าหรือ”
เยี่ยนหลิงหรี่ตาลง “อย่ามาพูดอ้อมค้อมกับข้า”
เซียวจิ้นบอกว่าไม่รู้เรื่อง แต่เยี่ยนหลิงไม่เชื่อ
ชาติที่แล้ว แม้เซียวจิ้นจะอยู่ในฐานะองค์ชายตัวประกัน ก็ยังหลบหนีกลับเป่ยจิ้งไปชิงอำนาจ แล้วบุกเข้าต้าเซิ่งได้ ชาตินี้เป่ยจิ้งตั้งทัพขึ้นมา จะบอกว่าไม่มีลายมือของเซียวจิ้นอยู่เบื้องหลังเลยก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
นางโน้มกายลงเล็กน้อย เงามืดทอดคลุมลงมา “ถึงเจ้าไม่เป็นที่โปรดปรานในเป่ยจิ้ง แต่เจ้าก็ยังเป็นองค์ชาย ภายในเป่ยจิ้งฝ่ายนิยมศึกกำลังมีอำนาจมากขึ้น คิดใช้กำลังกับต้าเซิ่ง เจ้าจะไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ หรือว่า...”
นางจ้องตาเขาเขม็ง “ในเรื่องนี้มีลายมือของเจ้าอยู่ด้วย?”
เซียวจิ้นรับสายตานางโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย “องค์หญิงใหญ่ทรงประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว องค์ชายผู้มีชาติตระกูลฝ่ายมารดาต่ำต้อย ถูกขับไสตั้งแต่เด็ก ในสายตาของอาๆ ลุงๆ กับพี่น้องที่กุมอำนาจเหล่านั้น ข้าก็ไม่ต่างจากมดปลวก หากพวกเขามีแผนการใหญ่จริง ไหนเลยจะใส่ใจเป็นตายของหมากที่ถูกทอดทิ้งอย่างข้า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือการเสียดสี “บัดนี้ข้าถูกขังอยู่ในจวนองค์หญิงใหญ่ แต่เป่ยจิ้งกลับยังตั้งทัพอยู่นอกด่านเช่นเดิม เห็นได้ชัดว่า ข้าจะอยู่หรือตาย สำหรับเป่ยจิ้งแล้วไม่มีความหมายแม้แต่น้อย ต่างหากที่เป็นองค์หญิง...”
ดวงตาเยียบเย็นของเขาพลันยกขึ้น พุ่งตรงเข้าไปในตาของเยี่ยนหลิง ราวกับจะมองทะลุถึงก้นบึ้งหัวใจนาง “ข้าไม่มีเจตนาจะทำร้ายองค์หญิง แต่พระองค์กลับชิงชังข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับมีความแค้นลึกซึ้งต่อกัน”
คำพูดนี้ดุจเข็มเรียวเล่มหนึ่ง แทงเข้าใส่มุมลับในใจของเยี่ยนหลิงที่ซุกซ่อนเรื่องราวจากชาติที่แล้วอย่างแม่นยำ ความทรงจำอันน่าอดสู ภาพอดีตที่เลือดไหลเป็นสายน้ำ
นางเหยียดกายตรง นิ้วมือในแขนเสื้อค่อยๆ งอเข้าหากันเล็กน้อย
แม้จะไม่อยากยอมรับเพียงใด แต่เซียวจิ้นในชาตินี้ก็ยังไม่ได้ก่อความผิดเหล่านั้นจริงๆ
ทว่าเยี่ยนหลิงยังดื้อรั้นเชื่อว่าตนไม่ผิด เช่นเดียวกับที่เซียวจิ้นย่อมต้องมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ มิฉะนั้น ต่อให้เป็นเพียงยาปลุกกำหนัดหาใช่ยาพิษ ก็ไม่ควรใช้กับนาง ยิ่งไม่ควรใช้วิธีอัปยศเช่นนั้น ทำลายความหวังสุดท้ายที่นางมีต่อเขาเสียสิ้น
เดิมทีนางเกือบจะเกลี้ยกล่อมตนเองได้แล้วว่า ชาติที่แล้วกับชาตินี้คือเซียวจิ้นสองคนต่างกัน หนี้แค้นของชาติที่แล้วไม่ควรนับมาที่ชาตินี้
แล้วเซียวจิ้นเล่า?
เขาทรยศนาง
เยี่ยนหลิงหมุนกาย เดินไปยังประตู เอ่ยเสียงเรียบจนฟังไม่ออกว่ามีอารมณ์ใด “ข้าทูลขอรับพระบัญชาแล้ว จะไปรับตำแหน่งผู้กำกับทัพชายแดนเหนือ และจะออกเดินทางไปด่านเยี่ยนหุยโดยเร็ว”
เบื้องหลังมีเสียงโซ่เหล็กสั่นเบาๆ คล้ายเซียวจิ้นขยับตัว
“ส่วนเจ้า” เยี่ยนหลิงเอียงหน้าเล็กน้อย แสงจันทร์ขับเสี้ยวหน้าด้านหนึ่งของนางให้แข็งกร้าวเย็นชา “จะไปกับข้า”
ภายในโรงฟืนตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงครวญครางแผ่วเบาของสายลมยามค่ำที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง
เซียวจิ้นหัวเราะต่ำๆ สองครา เสียงหัวเราะนั้นแฝงความหมายยากหยั่ง “องค์หญิงไม่เคยคิดบ้างหรือ การพาข้าขึ้นเหนือ ใช้ข้าเป็นหมากขู่เป่ยจิ้ง อาจเป็นเพียงการชักไฟเข้าตัว? ในกองทัพเป่ยจิ้ง คนที่อยากให้ข้าตายนั้น ไม่แน่ว่าอาจมีมากกว่าคนที่คิดจะช่วยข้าเสียอีก และหากข้าตายโดยบังเอิญในกองทัพขององค์หญิง ท่านลองเดาดูสิ เป่ยจิ้งจะทำอย่างไร”
เยี่ยนหลิงหันกลับมาทันที แววตาคมกริบราวคมมีด “เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ”
เซียวจิ้นหัวเราะเบาๆ ทว่ารอยยิ้มไม่ถึงดวงตา
คนทั้งสองต่างระแวง ต่างหยั่งเชิงกันเต็มที่ มิได้คล้ายคู่ที่เคยกอดกันแนบแน่นในค่ำคืนก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย
นางยามเมา ยังน่ารักกว่าเสียอีก
เขาเลียมุมริมฝีปากแห้งผากเบาๆ กลับเกิดความรู้สึกค้างคาไม่สิ้นสุดขึ้นมาอย่างประหลาด
เยี่ยนหลิงเองก็เดือดดาลจนแทบควบคุมตัวไม่อยู่ เพราะนางนึกถึงคืนนั้นขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันดุจคมดาบชักออกจากฝัก ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก
เนิ่นนานพอสมควร เยี่ยนหลิงที่กำลังขุ่นเคืองก็สูดหายใจลึก แล้วเป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน ราวกับไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร้ความหมายเช่นนี้ต่ออีก “เตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันออกเดินทาง”
โยนประโยคนั้นทิ้งไว้ นางก็หมุนกายจะจากไป
“เยี่ยนหลิง” เซียวจิ้นพลันเรียกนางไว้
เยี่ยนหลิงชะงักฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมา
“เจ้า...เคยเสียใจหรือไม่” เสียงของเซียวจิ้นแผ่วเบา แทบถูกกลืนหายไปกับสายลม “เคยเสียใจหรือไม่ที่เชื่อใจข้า ที่ช่วยข้าไว้ท่ามกลางการแปรพระราชวัง”
เคยเสียใจหรือไม่ที่มอบแสงสว่างเหล่านั้นให้ข้า ทำให้ในวังเย็นอันมืดมิดไร้หนทางของต้าเซิ่ง เพียงนึกถึงเจ้าข้าก็มีความกล้าจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกครั้ง รู้ว่าในพระราชวังที่กลืนกินผู้คนนั้น ยังมีเจ้าอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เป็นดั่งความหวังที่จับต้องได้
ประโยคครึ่งหลัง เขาไม่ได้เอ่ยออกมา เขาเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกว่าตนเองช่างอ่อนไหวเกินไป มาถึงขั้นนี้แล้ว พูดสิ่งเหล่านี้ไปจะมีประโยชน์อันใด
เมื่อเยี่ยนหลิงได้ยิน ร่างกายก็นิ่งแข็งไปเสี้ยวหนึ่งอย่างแทบไม่อาจสังเกต
ภาพเมื่อคืนหลังเมามายผุดวาบขึ้นมาในสมองอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง รวมถึงการพัวพันที่ลึกกว่า เก่ากว่านั้น...ตัวนางเองที่เป็นฝ่ายประกบริมฝีปากกับเขาก่อน
ความอับอายปนขุ่นแค้นทะลักขึ้นมาในฉับพลัน ก่อนจะถูกนางกดมันลงอย่างสุดกำลัง
“สิ่งเดียวที่ข้าเสียใจ” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบประหนึ่งชุบไว้ด้วยน้ำแข็ง “คือไม่ได้ฆ่าเจ้าให้เร็วกว่านี้”
พูดจบ นางก็ไม่หยุดอีก ก้าวยาวๆ ออกจากโรงฟืนไปทันที
ประตูปิดกระแทกลงหนักหน่วงเบื้องหลังนาง ตัดขาดสายตาลุ่มลึกมืดทึบคู่นั้นที่อยู่ในห้อง
ในเมื่อปรองดองกันไม่ได้ เช่นนั้นก็จงเกลียดเถิด เอาความเกลียดชังทั้งหมดมอบให้เขาโดยไม่ต้องเหลือไว้แม้แต่น้อย อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่ใส่ใจเขาเลยสักนิด
เพราะอย่างไรเสีย เขาเองก็ชิงชังนักหนาเหลือเกิน...ชิงชังนางในยามที่ปากกับใจไม่ตรงกันเช่นนี้
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น