บทที่ 36
เพลิงลุกโชนเสียดฟ้า
จันทร์เสี้ยวเกี่ยวคมดังตะขอ น้ำค้างแข็งปกคลุมทั่วพื้นดิน
เสียงไม้เคาะยามสามเพิ่งเลือนหายไปสุดปลายตรอก ประตูวังด้านตะวันตกก็แง้มเปิดออกเป็นช่องเล็กๆ พร้อมเสียง “อี๊ยด”
ฝูซุ่น ขันทีน้อยหดคอรีบมุดออกมา ในมือกำพระราชโองการบนผ้าไหมสีเหลืองอร่ามม้วนหนึ่งไว้แน่น ก้าวเท้าเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิงใหญ่
เขารับพระบัญชาให้นำราชโองการไปเชิญองค์หญิงใหญ่ผิงหยาง เยี่ยนหลิง เข้าวังเข้าเฝ้าโดยพลัน
แต่ในใจฝูซุ่นกลับเต้นระทึก เขารู้สึกอยู่รางๆ ว่าคืนนี้คงต้องเกิดเรื่องบางอย่างแน่
เขาจึงดึงคอเสื้อให้กระชับขึ้น แล้วเร่งฝีเท้าให้ไวกว่าเดิม
เพิ่งเลี้ยวพ้นหัวมุมถนนจูเชวี่ย ก็มีเงาร่างหนึ่งแวบออกมาจากความมืดกะทันหัน
ฝูซุ่นตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว ครั้นเพ่งมองให้ชัดกลับพบว่าเป็นท่านเฉิน เจ้ากรมศึกษาหลวงแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน
เห็นเพียงท่านเฉินสวมเสื้อคลุมสีหมึก ยืนนิ่งอยู่ในเงามืด ราวกับรออยู่ที่นี่มานานแล้ว
“กงกงฝู โปรดหยุดก่อน”
น้ำเสียงของท่านเฉินทรงอำนาจจนมิอาจขัดขืน เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แสงจันทร์ส่องให้เห็นใบหน้าครึ่งซีก สีหน้าคลุมเครือยากหยั่งเดา
“ท่านเฉิน?” ฝูซุ่นสะดุ้งในใจ ได้แต่โค้งคำนับ “เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ขอรับ?”
“บังเอิญผ่านมาเท่านั้น” ท่านเฉินยิ้มบางๆ ก่อนล้วงถุงแพรใบหนึ่งที่หนักอึ้งออกมาจากชายแขนเสื้อ แล้วสอดใส่มือฝูซุ่นอย่างแนบเนียน “ได้ยินว่ากงกงกำลังจะไปจวนองค์หญิงใหญ่เพื่อถ่ายทอดราชโองการ?”
มือของฝูซุ่นพลันหนักวูบ ถุงแพรใบนั้นมิใช่เบาเลยแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วเขาสั่นระริก เอ่ยอย่างลังเลว่า “ฝ่าบาทมีพระบัญชาเร่งด่วน ให้เชิญองค์หญิงใหญ่เข้าวังขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ท่านเฉินพยักหน้า หากสีหน้ากลับไม่คล้ายประหลาดใจแม้แต่น้อย “เพียงแต่เช้านี้ฝ่าบาทกับองค์หญิงใหญ่เพิ่งจากกันอย่างไม่สู้ดี...”
หัวใจฝูซุ่นกระตุกวูบ เรื่องนี้เขาก็ได้ยินข่าวมาบ้าง
ท่านเฉินกล่าวต่อว่า “องค์หญิงใหญ่ทรงรักและเอ็นดูฝ่าบาทมาโดยตลอด หากทรงทราบว่ามีรับสั่งเรียกเข้าวังในยามวิกาล เกรงว่าจะทรงกังวลใจ ตามความเห็นของข้า เรื่องมากไม่สู้เรื่องน้อย กงกงถ่วงเวลาไว้สักครู่ค่อยยังชั่ว รอให้ข้าเข้าวังไปทูลให้ฝ่าบาทถอนพระบัญชาเสียก่อนก็ยังไม่สาย จะได้ไม่รบกวนองค์หญิง หรือไม่แน่...อาจเป็นการถ่ายทอดราชโองการผิดก็ได้”
เขากล่าวต่ออย่างเนิบช้าว่า “ไฟไหม้ประตูเมืองย่อมลามถึงปลาในคู ฝ่าบาทกับองค์หญิงทรงกริ้วกัน กงกงก็ควรคิดเผื่อไว้บ้างว่าจะรักษาตัวให้รอดจากเรื่องนี้ได้อย่างไร”
ประโยคสุดท้ายเบาราวกระซิบ หากกลับดุจค้อนหนักฟาดลงกลางใจฝูซุ่นอย่างจัง
เขาก้มมองถุงแพรในมือ แล้วนึกถึงอำนาจบารมีของท่านเฉินในราชสำนัก ทั้งศิษย์ลูกหามมากมาย แขกบริวารล้นหลาม เพียงชั่วครู่เหงื่อเย็นก็ซึมชุ่มเสื้อชั้นในเต็มแผ่นหลัง
“นี่...นี่เกรงว่าจะ...” ฝูซุ่นพูดเสียงสั่น
“เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น” ท่านเฉินยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบาๆ “ทางฝั่งถนนตะวันตกยังมีโรงน้ำชาที่เปิดอยู่ กงกงจะไปนั่งผิงไฟอุ่นกายสักหน่อยก็ดี เมื่อเรื่องจบแล้ว ข้ายังมีรางวัลตอบแทนให้อีก”
ฝูซุ่นดิ้นรนในใจอยู่นาน สุดท้ายจึงกัดฟันเก็บถุงแพรใส่อกเสื้อ แล้วโค้งกายกล่าวว่า “เช่นนั้น...บ่าวผู้น้อยจะฟังท่านขอรับ”
ท่านเฉินพยักหน้าอย่างพึงใจ จากนั้นร่างก็จมหายกลับเข้าไปในความมืดอีกครั้ง
ฝูซุ่นมองทิศที่เขาหายไป ยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงหันกายเดินไปทางถนนตะวันตก
ทิศทางของจวนองค์หญิงใหญ่ยังคงเงียบสงบ ราตรีสงัดดังเดิม
ฝูซุ่นนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในโรงน้ำชา ชาหนึ่งกาถูกอุ่นแล้วอุ่นอีก เย็นแล้วร้อน ร้อนแล้วเย็น
เขาลุกขึ้นหลายครั้งหมายจะไป แต่ทุกครั้งก็พลันนึกถึงสายตาคุกคามของท่านเฉินและน้ำหนักอันอึ้งของถุงแพรใบนั้น สุดท้ายจึงนั่งลงอีก
เจ้าของโรงน้ำชาหาวหวอด พลิกตาขาวในมุมลับตาคน ตอนยกน้ำชามาเติมให้ฝูซุ่นเป็นครั้งที่สามก็อดเอ่ยไม่ได้ว่า “กงกงหากมีธุระ จะไปจัดการก่อนก็ได้นะขอรับ?”
“รอ...รออีกหน่อย” ฝูซุ่นยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
เจ้าของโรงน้ำชาที่เติมชาเสร็จแล้วเดินจากไปอย่างเบื่อหน่าย ได้แต่กะเวลาในใจว่าควรปิดร้านเมื่อไร
ในที่สุด ราวๆ อีกหนึ่งชั่วยามผ่านไป
ฝูซุ่นลุกขึ้นอย่างนั่งไม่ติด เขารอไม่ไหวอีกแล้ว
เขาทิ้งเหรียญทองแดงไว้ไม่กี่อีแปะ แล้วรีบออกจากโรงน้ำชา ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิงใหญ่ แต่เพิ่งเดินออกสู่ถนนก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
ท้องฟ้าทางตะวันออกเฉียงใต้กลับมีแสงแดงเรื่อๆ ส่องขึ้นมา
เขาเร่งฝีเท้าขึ้น ยิ่งเข้าใกล้จวนองค์หญิงใหญ่ แสงแดงนั้นก็ยิ่งโชติช่วง กลิ่นไหม้ฉุนของไฟที่กำลังเผาผลาญลอยมากับอากาศ
เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุมสุดท้าย ฝูซุ่นก็ชะงักกึก คนทั้งคนแข็งค้างอยู่กับที่
ทิศทางของจวนองค์หญิงใหญ่ เพลิงกำลังพวยพุ่งสู่ฟ้า
ลิ้นเพลิงสีแดงฉานเลียกลืนผืนราตรีอย่างตะกละตะกลาม จนฟ้าครึ่งหนึ่งของนครหลวงซั่งจิงแดงฉานไปหมด
เสาคานของตำหนักใหญ่พังครืนลงมา เสียงร้องตะโกนของผู้คนดังปนกันระงม คลื่นความร้อนที่โถมเข้าปะทะทำให้ฝูซุ่นผู้ตื่นตระหนกเซถอยหลังไปหลายก้าว
“ไฟไหม้แล้ว! จวนองค์หญิงใหญ่ไฟไหม้แล้ว!”
ไกลออกไป เสียงยามกลางคืนร้องตะโกนจนแทบขาดใจ
สมองของฝูซุ่นขาวโพลน ราชโองการในมือร่วงหล่นลงพื้นดัง “แผละ”
เขานึกถึงเวลาหนึ่งชั่วยามที่ตนถ่วงไว้...
หากเขาไม่เสียเวลา องค์หญิงใหญ่จะจากจวนไปแล้วหรือไม่?
ความรู้สึกราวถูกลากเข้าไปอยู่ในแผนร้ายค่อยๆ ครอบคลุมทั่วทั้งร่าง
ขาของฝูซุ่นอ่อนยวบ จนแทบยืนไม่อยู่
ชาวบ้านหลายคนที่หิ้วถังน้ำวิ่งไปดับไฟพุ่งผ่านข้างกายเขา บางคนชนไหล่เขาเข้าอย่างจัง เขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
เพียงจ้องมองเปลวเพลิงที่ทะยานขึ้นฟ้านั้นเขม็ง ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดขาวดุจกระดาษ
ถุงแพรหลุดลื่นออกจากอกเสื้อ ก้อนทองร่วงกระจัดกระจายเต็มพื้น
จบสิ้นแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
...
“ไฟไหม้แล้ว!”
เสียงตะโกนจากนอกประตูทำให้เซียวจิ้นลืมตาขึ้น
ตามมาด้วยเสียงผู้คนช่วยกันดับไฟ และเสียงฝีเท้ารีบร้อนวิ่งวุ่นไม่ขาดสาย
ห้องฟืนที่เขาถูกขังอยู่ บัดนี้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิง
ไฟลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ เผามาถึงที่นี่
ภายในห้องฟืนเต็มไปด้วยฟืนแห้ง ไม่นานก็ลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไอร้อนพวยพุ่งขึ้น บิดเบือนทัศนียภาพตรงหน้าของเซียวจิ้น
เขาพิงอยู่มุมกำแพง โซ่เหล็กตรึงอยู่ที่ข้อมือ
ลิ้นเพลิงเริ่มเลียกองฟืน เปลวไฟแดงดั่งอสูรร้ายที่หิวกระหาย ลามไปตามหญ้าแห้งอย่างรวดเร็ว
ควันหนาทึบรวมตัวอยู่ใต้คานหลังคา กลิ่นคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก
หมอกควันทับถมอยู่บนเพดาน ราวเมฆดำอัปมงคล
เซียวจิ้นมองออกไปทางหน้าต่างเล็ก เห็นเพียงว่าไฟด้านนอกลุกโหมยิ่งกว่าเดิม ใต้การเลียกลืนของเปลวเพลิง แม้แต่ภาพรวมของจวนองค์หญิงใหญ่ก็แทบมองไม่เห็นแล้ว
เยี่ยนหลิง...
เขากัดฟันแน่น กระชากโซ่เหล็กอย่างแรง
ปลายอีกด้านของโซ่ฝังลึกอยู่ในกำแพง ถูกเขากระชากเช่นนี้กลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
หยาดเหงื่อไหลลงจากขมับ ผ่านลำคอไปตกบนไหปลาร้า ก่อนจะถูกความร้อนระเหยหายไปในพริบตา
ไฟลุกลามรวดเร็วยิ่งนัก ราวกับมีผู้จัดเตรียมทุกอย่างไว้อย่างประณีต
เซียวจิ้นหลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วคิดอย่างทรมานตนเองถึงคำพูดสุดท้ายของเยี่ยนหลิง
“สิ่งเดียวที่ข้าเสียใจก็คือ ไม่ได้ฆ่าเจ้าเสียให้เร็วกว่านี้”
เช่นนั้น เขาจะต้องตายอยู่ในกองเพลิงนี้จริงๆ หรือ?
หากเขาตาย นางจะรู้สึกกระวนกระวายอยู่ชั่วขณะหนึ่งหรือไม่...และเจ็บปวดใจบ้างหรือเปล่า?
เวลานี้ไฟลามมาอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าวเท่านั้น
คลื่นร้อนแผดเผาใบหน้าของเขา
เซียวจิ้นสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่กลับสำลักควันจนไอขึ้นมา
เขาจะมาตายอยู่ที่นี่เช่นนี้ไม่ได้!
บังเอิญในขณะนั้นเอง ด้านนอกประตูห้องฟืนก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นระลอกหนึ่ง
มีคนย้อนกลับมาหรือ?
ความหวังสายหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นท่ามกลางเสียงไฟ ตามด้วยเสียงวัตถุหนักล้มลงพื้น
สลักประตูถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ร่างหนึ่งพุ่งทะลวงเข้ามา
“องค์ชาย!”
เซียวจิ้นลืมตาขึ้น มองผ่านม่านควันหนาทึบ ในที่สุดก็จำผู้มาได้
คือหลิ่วชง บิดาของหลิ่วหานอวี้ พ่อค้าที่เคยเดินทางค้าขายอยู่ในเป่ยจิ้งคนนั้น
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเห็นว่าเป็นเขา เซียวจิ้นกลับยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยัน
หลิ่วชงอายุล่วงเข้าครึ่งร้อยแล้ว ทว่าฝีมือยังว่องไวแข็งแรง เขาถือขวานสั้นอยู่ในมือ ฟันโซ่ที่ข้อมือของเซียวจิ้นขาดสะบั้นภายในไม่กี่ครั้ง
“องค์ชาย รีบไป!” หลิ่วชงคว้าตัวเซียวจิ้นให้ลุกขึ้น
แต่เซียวจิ้นกลับยืนนิ่งไม่ขยับ เพียงทอดสายตามองผ่านหน้าต่างเล็กไปยังเปลวเพลิงด้านนั้นที่กำลังรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
หลิ่วชงเข้าใจในทันทีว่าเซียวจิ้นกำลังกังวลเรื่องใด จึงกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ท่านยังมีใจจะห่วงหญิงใจดำผู้นั้นอีกหรือ องค์ชาย! จวนองค์หญิงใหญ่เกิดเพลิงไหม้กะทันหัน ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ? นางแค่ต้องการฆ่าท่านเท่านั้น!”
“เป็นไปไม่ได้” เซียวจิ้นโพล่งออกไป แต่ในวินาทีถัดมากลับลังเลขึ้นมา
เป็นไปไม่ได้จริงหรือ?
คำพูดประโยคสุดท้ายของเยี่ยนหลิง ความชิงชังในดวงตาของนางที่เขาเห็นกับตา และเพลิงไหม้ชวนระแวงที่ลุกลามมาถึงห้องฟืนนี้
หลิ่วชงเห็นเซียวจิ้นยืนลังเลท่ามกลางไฟ จึงเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า แววตาฉายความปวดร้าว “องค์ชาย อย่าให้การเสียสละของหานอวี้ในวันนั้นต้องสูญเปล่า!”
หัวใจของเซียวจิ้นหดเกร็งอย่างแรง
หลิ่วหานอวี้ตายเพราะปกป้องเขา
เขามองความเศร้าสุดลึกในดวงตาของหลิ่วชง สุดท้ายจึงพยักหน้า
หลิ่วชงฝ่าเปลวเพลิงออกไปอย่างรวดเร็ว ลากตัวองครักษ์ที่ถูกตีจนสลบอยู่หน้าประตูเข้ามา วางไว้ตรงตำแหน่งเดิมของเซียวจิ้น แล้วเอาโซ่ที่เหลือพันพอเป็นพิธีไว้สองสามรอบ
ท่ามกลางแสงไฟ ร่างขององครักษ์คนนั้นค่อยๆ ถูกเปลวเพลิงกลืนกิน
“ไป!”
ทั้งสองพุ่งออกจากห้องฟืน เร่งฝีเท้าเลียบกำแพงไปอย่างรวดเร็ว
จวนองค์หญิงใหญ่โกลาหลไปทั้งแห่งแล้ว บ่าวไพร่ต่างถือถังน้ำวิ่งกันขวักไขว่ ตะโกนร้องระงม ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นพวกเขาเลย
เซียวจิ้นหันกลับไปมองหนึ่งครั้ง เห็นเพียงว่าห้องฟืนถูกไฟกลืนกินจนหมดสิ้น ควันดำม้วนตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี
จากนั้นทั้งสองก็หายลับไปในความมืดอันหนาทึบ
เปลวไฟที่ลุกโชนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ย้อมท้องฟ้าครึ่งหนึ่งให้แดงฉานดุจโลหิต
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กลางดึกเยี่ยนหลิงกำลังหารือเรื่องการป้องกันนครหลวงซั่งจิงกับหรงจี้
“ศึกชายแดนเหนือใกล้ปะทุเต็มที ข้าจำต้องไปด้วยตนเอง” นางกล่าว “ทางซั่งจิงจะมอบให้เจ้าดูแล”
หรงจี้อดขมวดคิ้วไม่ได้ คำพูดที่อัดอั้นอยู่มานานหลุดออกมาในที่สุด “ฝ่าบาทจะไปชายแดนเหนือ แต่ยังไม่ลืมพาเซียวจิ้นไปด้วย...หากเป่ยจิ้งมิได้เห็นเซียวจิ้นอยู่ในสายตาเลย แล้วเลือกบุกต้าเซิ่งโดยตรงเล่า? ถึงตอนนั้นเขาก็จะไม่ใช่ตัวประกันอีกต่อไป เป็นเพียงหมากสละที่ถูกทอดทิ้ง เป็นหมากสละที่ต้องอาศัยท่านจึงมีชีวิตอยู่ เซียวจิ้นยังมีค่าอันใด จึงควรค่าให้ท่านพาไปด้วย? หรือว่านี่ก็คือจุดจบที่ท่านต้องการ?”
วาจาของหรงจี้คมกริบและตรงไปตรงมา เขากล่าวชัดว่าหากเซียวจิ้นเป็นเพียงหมากที่ถูกทอดทิ้ง ก็ย่อมทำได้แค่พึ่งพาเยี่ยนหลิงเท่านั้น
และนั่นก็คือผลลัพธ์ที่เยี่ยนหลิงต้องการ
เช่นนั้นแล้ว ในใจของเยี่ยนหลิง เซียวจิ้นมีน้ำหนักเพียงใด และอยู่ในฐานะใดกันแน่?
แววตาของเขาซับซ้อนนัก
แสงตะเกียงในห้องหนังสือไหววูบ เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังยิ่งห่างจากเยี่ยนหลิงออกไปทุกที
“แม่ทัพน้อยหรง ล่วงเกินเกินไปแล้ว” เยี่ยนหลิงตัดบทเขา ดวงตาเฉียบคม เอ่ยอย่างไม่ไว้หน้า “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า”
หัวใจของหรงจี้กระตุกวูบ ยังอยากจะเกลี้ยกล่อมอีก แต่ทันใดนั้นกลับมีความวุ่นวายดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
ถัดมาไม่นาน องครักษ์ผู้หนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้องหนังสืออย่างตื่นลน “องค์หญิงใหญ่! ที่จวน...ที่จวนเกิดไฟไหม้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เยี่ยนหลิงสะดุ้ง รีบก้าวออกจากห้องหนังสือ เงยหน้ามองไปยังทิศทางของจวนองค์หญิงใหญ่
แล้วก็เห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งสูง ลามเผาท้องฟ้าครึ่งหนึ่งของซั่งจิงจนแดงฉาน
เซียวจิ้น...เขายังถูกโซ่ล่ามเอาไว้ เพลิงลุกใหญ่ถึงเพียงนี้...
ลางร้ายอย่างหนึ่งถาโถมเข้ามาในใจ นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไม่มีเวลาพอแม้จะเอ่ยกับหรงจี้สักคำ ก็พุ่งตัวออกไปทันที
เสียงเกือกม้ากระทบถนนหินเขียวเป็นจังหวะเร่งร้อน ลมกลางคืนคำรามผ่านข้างกาย หากกลับมิอาจพัดพาความหวาดหวั่นและความกลัวอันไม่อาจอธิบายได้ในใจนางให้จางลง
ทิศทางของจวนองค์หญิงใหญ่ ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดงประหลาดไปแล้ว
เมื่อเยี่ยนหลิงไปถึง ทั้งจวนก็อลหม่านวุ่นวายเป็นโกลาหล
บ่าวไพร่เรียงแถวส่งถังน้ำต่อกัน พยายามแข่งกับเวลาเพื่อดับเพลิง แต่ไฟนั้นใหญ่เกินไป รุนแรงเกินไป จวนองค์หญิงใหญ่ทั้งหลังแทบถูกเผาจนเหลือเพียงโครง
สีหน้าของเยี่ยนหลิงเปลี่ยนไปในทันที นางคว้าตัวองครักษ์ผู้หนึ่งที่กำลังดับไฟไว้ “เซียวจิ้นเล่า?”
องครักษ์คนนั้นอึ้งงัน
เยี่ยนหลิงเร่งเสียง “คนที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องฟืนเล่า?”
ใบหน้าขององครักษ์ซีดเผือด ตอบอย่างตัวสั่นว่า “ไฟรุนแรงถึงเพียงนี้ เกรงว่า...คงไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนหลิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่อยากเชื่อ ตายแล้ว?
คนผู้นั้น...ตายไปเช่นนี้แล้วหรือ?
เป็นไปไม่ได้!
นางไม่กล้าเชื่อ
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่น คานหลักของอาคารพังครืนลงมา พร้อมห้องฟืนที่ถล่มลงไปด้วยกัน ประกายไฟกระเด็นกระจาย
ทุกคนถูกบีบให้ต้องถอยออกมา ได้แต่มองดูจวนองค์หญิงใหญ่ทั้งแห่งแปรเป็นซากปรักหักพังอยู่ในกองเพลิง
ไฟถูกดับลงในที่สุดก่อนฟ้าสาง
เยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้าซากไหม้เกรียม อาภรณ์หรูหราทั้งร่างเปื้อนเถ้าถ่าน แล้วยังเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า จนดูอเนจอนาถยิ่งนัก
นางยืนนิ่งไม่ไหวติง ดุจรูปสลักหิน
แสงอรุณสาดลงบนซากกำแพงพังพินาศ จวนองค์หญิงใหญ่กลายเป็นเพียงกองซากปรักหักพังไปแล้ว
“องค์หญิงใหญ่...” พ่อบ้านเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “ไฟแรงเกินไป มีหลายคนหนีออกมาไม่ทัน ถูกฝังอยู่ข้างใน...”
“ห้องฟืนเล่า?” เสียงของเยี่ยนหลิงพลันสูงขึ้น “ข้าถามเจ้า คนในห้องฟืนเล่า?”
ดวงตาของนางแดงก่ำ สีหน้าน่าสะพรึงจนพ่อบ้านต้องถอยหลังไปหลายก้าว เอ่ยเสียงอ่อยว่า “พวกเราพบศพหนึ่งในห้องฟืนขอรับ”
เยี่ยนหลิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจมิใช่หรือ? นางเอ่ยว่า “พาข้าไปดู!”
ศพไหม้เกรียมถูกวางไว้บนแผ่นไม้ หน้าตาและรูปร่างถูกเผาจนไม่เหลือเค้าเดิม
ข้างศพนั้นมีโซ่เหล็กท่อนหนึ่งที่ถูกเผาจนบิดเบี้ยว อยู่เส้นเดียวกับที่เคยใช้ล่ามเซียวจิ้นไว้
หึ
นางหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ
ความรักความแค้นทั้งหมดราวกับไร้ทางระบายออก ในชั่วพริบตาก็ไม่รู้แม้แต่จะวางใจไว้ที่ใด
คนที่นางเกลียดชังตายไปแล้ว แต่ดูเหมือนความรู้สึกของนางก็ตายไปพร้อมกันด้วย
นางกัดฟัน บอกตนเองอย่างสุดความสามารถว่า ก็แค่สูญเสียอาวุธชิ้นหนึ่งที่ใช้ถ่วงดุลเป่ยจิ้งเท่านั้น
แต่เหตุใดหัวใจจึงเจ็บปวดถึงเพียงนี้?
เขาตายแล้ว ตายอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้จริงๆ
เยี่ยนหลิงย่อตัวลง ยื่นมือไปแตะโซ่เหล็กเส้นนั้น
หากเขาไม่ถูกจองจำไว้ ด้วยฝีมือการต่อสู้ของเขา ย่อมหนีออกไปได้แน่
บนโซ่เหล็กยังหลงเหลือไออุ่นอยู่ มันลวกปลายนิ้วของนางจนแดงช้ำ แต่นางกลับไม่รู้สึกแม้แต่น้อย
ถึงกับมีชั่วขณะหนึ่งที่นางหวังว่าเขาเพียงแค่หลบหนีไป เช่นนั้นแล้ว ความรักความแค้นระหว่างพวกเขายังอาจดำเนินต่อไปได้ มิเช่นนั้น นางจะไปล้างแค้นกับผู้ใดอีก
บัดนี้ ทุกสิ่งล้วนหมดความหมาย
สายตาของนางเลื่อนจากศพไหม้เกรียมไปยังโซ่เหล็ก จากนั้นก็ย้อนกลับมาที่ศพอีกครั้ง ย้ำดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ราวกับเพียงหวังว่าบุรุษผู้รวบรวมทั้งรักทั้งแค้นของนางไว้ในคนเดียว จะเป็นเพียงคนที่หนีไปเท่านั้น
“ยืนยันตัวตนแล้วหรือยัง?” นางได้ยินตนเองถาม น้ำเสียงไร้ความขึ้นลงแม้แต่น้อย ราวกับความทุกข์เศร้าถึงที่สุดจนใจดับสิ้นแล้ว
พ่อบ้านตอบเสียงต่ำว่า “คนในจวนบาดเจ็บล้มตายเกินครึ่ง ไฟแรงเกินไป บ้างหนีเอาชีวิตรอด บ้างรีบมาช่วยดับไฟแต่กลับติดอยู่ข้างใน เวลานี้จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว แต่คนในห้องฟืน...คงเป็นองค์ชายตัวประกันแน่นอนขอรับ”
เยี่ยนหลิงลุกขึ้นยืน มองศพไหม้เกรียมนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินจากไปอย่างดวงจิตหลุดลอย ทุกย่างก้าวหนักอึ้งราวหล่อด้วยเหล็ก
ความรักความแค้นทั้งหมดกลับสลายหายไปในกองเพลิงเพียงคราเดียว เป็นจุดจบที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
ในใจนางเหมือนแหว่งหายไปก้อนหนึ่ง ความรู้สึกที่เรียกว่ารักและแค้นหายไปจนสิ้น
บางที นางควรรู้สึกโล่งใจจึงจะถูก
บางที...ก็คงใช่
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น