บทที่ 37
เคลื่อนพลขึ้นเหนือ
ภายในตำหนักเซวียนเจิ้ง ควันสีครามจากกระถางธูปลอยอ้อยอิ่งขึ้นช้าๆ หมุนวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแผ่ซ่านไปใต้เพดานสูงกว้างของท้องพระโรง
เยี่ยนหลิงยืนอยู่กลางท้องพระโรง สายตาของนางทอดผ่านม่านควันบางเบานั้นไปตกยังความว่างเปล่า ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
“เสด็จพี่หญิง?”
เสียงเรียกแผ่วเบาเจือความลังเลดังขึ้น ดึงเยี่ยนหลิงให้หลุดจากภวังค์
นางเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสายตาของฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ย
เยี่ยนรุ่ยนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษรที่สูงกว่าตัวเขา ร่างเล็กๆ แทบจะถูกกองฎีกาทับจนมิด
แม้จะสวมฉลองพระองค์สีเหลืองอร่ามของจักรพรรดิ แต่บนใบหน้ากลับไร้เงาความไร้เดียงสาเช่นวันวาน เหลือเพียงความเคร่งขรึมที่จงใจวางท่าไว้ ทว่าในดวงตาคู่นั้น ซึ่งพยายามฝืนให้ดูสุขุมจริงจัง กลับมีแววกระสับกระส่ายและ...รู้สึกผิด วาบผ่านไปอย่างยากจะสังเกต
“ฝ่าบาท” เยี่ยนหลิงเอ่ยขึ้น เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย นางกระแอมเบาๆ แล้วจึงกล่าวต่อ “กิจการทหารชายแดนเหนือเร่งด่วน หม่อมฉันจะออกเดินทางในอีกสามวัน การป้องกันในเมืองหลวงได้ส่งมอบให้คุณชายหรงเรียบร้อยแล้ว”
เยี่ยนรุ่ยชะงักไปทันที ใบหน้าเล็กๆ ที่ฝืนวางท่าเคร่งขรึมพยักเบาๆ แต่มือเล็กกลับเผลอเกากระดาษฎีกาตรงขอบโดยไม่รู้ตัว “เสด็จพี่หญิง...ขอทรงถนอมพระทัย”
ปลายนิ้วของเยี่ยนหลิงสั่นไหวอย่างแทบไม่อาจมองเห็น
ถนอมใจหรือ? เพื่อผู้ใด?
เซียวจิ้นหรือ?
มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางแทบมองไม่เห็น คล้ายเย้ยหยันตนเอง “ฝ่าบาทตรัสล้อหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันเพียงสูญเสียทาสคนหนึ่งไปเท่านั้น เพียงแต่ทาสคนนี้มีสถานะพิเศษอยู่บ้างก็เท่านั้น”
แม้จะพูดเช่นนั้น ทว่าพอเอ่ยออกมาแล้ว แม้แต่นางเองก็ยังรู้สึกว่ามันขัดกับใจเหลือเกิน
นางเม้มริมฝีปาก แล้วตัดสินใจไม่พูดอะไรอีก
เยี่ยนรุ่ยมองดูใบหน้าซีดขาวของนางและเงาคล้ำจางๆ ใต้ตา ริมฝีปากขยับราวกับตัดสินใจบางอย่างในใจได้แล้ว เขาหันไปมองเบื้องล่างตำหนัก ก่อนจะเพิ่มเสียงขึ้นเล็กน้อย “พาตัวฝูซุ่นขึ้นมา”
ไม่นาน ขันทีน้อยฝูซุ่นก็ถูกคุมตัวเข้ามาในท้องพระโรง
เยี่ยนหลิงเพ่งมอง เห็นว่าเป็นขันทีฝูซุ่นคนโปรดที่คอยรับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทนั่นเอง
นี่หมายความว่าอย่างไร? เพราะเหตุใดฝ่าบาทจึงให้พาตัวฝูซุ่นขึ้นมา?
ประกายสงสัยวาบผ่านดวงตาของเยี่ยนหลิง
ทันทีที่องครักษ์ปล่อยมือ ฝูซุ่นก็แทบคลานล้มลุกมาถึงกลางท้องพระโรง ก่อนจะทรุดฮวบคุกเข่าลงตรงหน้าเบื้องพระพักตร์ ตัวสั่นราวใบไม้ต้องลม
“ฝ่าบาทไว้ชีวิตด้วย! บ่าวไม่กล้าอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เยี่ยนรุ่ยกระแอมเบาๆ แววตาซ่อนความข่มขู่ที่ไม่สมกับวัยไว้ “เจ้าก็สารภาพกับเสด็จพี่หญิงเองเสีย!”
ฝูซุ่นเพิ่งรู้ตัวว่ายังมีอีกคนอยู่ในท้องพระโรง เขารีบหันไปมอง แล้วก็เห็นเยี่ยนหลิงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาเข้า จนตกใจตัวสั่นหนักกว่าเดิม ดวงตาหลุกหลิกพร่าไหว ความหวาดกลัวในแววตาราวกับจะท่วมกลืนเขาทั้งคน
เยี่ยนหลิงจะไม่เข้าใจได้อย่างไร ปฏิกิริยาของฝูซุ่นเช่นนี้ ย่อมแปลว่ามีพิรุธแน่นอน!
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงเย็นเยียบของเยี่ยนหลิงดังขึ้น ราวกับแท่งน้ำแข็งแหลมคมพุ่งแทงเข้าสู่หูของฝูซุ่น
ฝูซุ่นสะดุ้งเฮือก ตกใจจนสติแตก น้ำตาน้ำมูกไหลพราก ร้องไห้โฮออกมา “องค์หญิงใหญ่ทรงโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ บ่าวไม่ทันได้ไปถ่ายทอดพระบัญชาให้ท่านเข้าวัง บ่าวรู้ความผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว แล้วค่อยๆ จับต้นชนปลายจากคำพูดเลอะเลือนของเขาได้ นางหันไปมองฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยด้วยแววสงสัย “เมื่อคืนฝ่าบาทมีพระบัญชาให้หม่อมฉันเข้าวังหรือ?”
แววกระอักกระอ่วนปรากฏขึ้นในดวงตาของเยี่ยนรุ่ย เขาหันไปมองฝูซุ่นอย่างทั้งโกรธทั้งผิดหวัง ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ให้เยี่ยนหลิง “มีเรื่องจะหารือกับเสด็จพี่หญิง”
พูดจบ เขาก็หันกลับไปมองฝูซุ่นอีกครั้งพร้อมเอ่ยเตือน “พูดแต่เรื่องสำคัญ!”
คราวนี้ฝูซุ่นเหมือนจู่ๆ จะคิดอะไรออก “อ้อ เป็นท่านเฉินจี้จิ่วพ่ะย่ะค่ะ! ท่านจี้จิ่วขวางบ่าวไว้ เขาให้ทองบ่าวมาถุงหนึ่ง บอกให้บ่าวถ่วงเวลาไว้หนึ่งชั่วยาม ไม่ให้ไปเชิญท่านเข้าวัง เขาบอกว่า...บอกว่าฝ่าบาทกับองค์หญิงทรงขัดใจกัน ให้บ่าวอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องน้ำขุ่น บ่าวถูกความโลภบังตา บ่าวสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ”
“เฉินจี้จิ่ว?” แววตาของเยี่ยนหลิงพลันคมกริบ สีหน้าฉายความข้องใจ “เฉินฮุย แห่งสำนักศึกษาหลวง ท่านเฉินผู้นั้นหรือ?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ใช่เขาแน่! บ่าวมิกล้าพูดเท็จแม้แต่คำเดียว!”
เยี่ยนหลิงจึงหันไปมองเยี่ยนรุ่ย
เห็นเพียงเยี่ยนรุ่ยแตะจมูกตนเองเบาๆ “ข้าคิดว่าจะมอบให้เสด็จพี่หญิงเป็นผู้จัดการ จึง...ยังมิได้ลงโทษท่านเฉินจี้จิ่ว”
แต่สิ่งที่เยี่ยนหลิงคิด กลับไปไกลกว่านั้น นางนึกถึงเพลิงไหม้ที่ลุกขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในคืนนั้น และดับอย่างไรก็ดับไม่ลง
อาภรณ์สีแดงท่ามกลางแสงสลัวภายในตำหนัก ยิ่งขับให้ดูคล้ายสีโลหิตดำข้นที่เย็นชาเกือบโหดเหี้ยม
บนใบหน้าของนางแทบไร้อารมณ์ใด มีเพียงดวงตาที่เย็นเยียบสุดขั้ว
“เฉินจี้จิ่ว...” นางเอ่ยทีละคำ น้ำเสียงแม้แผ่วเบา แต่แฝงความหนาวเหน็บถึงกระดูก “ปล่อยข่าวลวงหลอกลวงผู้คน ยุแยงสายสัมพันธ์พี่น้องแห่งราชวงศ์ ยังบังอาจขัดขวางพระบัญชาอีก...ใจคิดกบฏถึงเพียงนี้ สมควรประหาร”
นางหันไปหาเยี่ยนรุ่ย น้ำเสียงยังคงหยิ่งทระนงดังเดิม “ฝ่าบาท เฉินฮุยขัดขวางพระบัญชา เจตนาไม่ชัดเจน เกรงว่าจะเกี่ยวข้องกับเพลิงไหม้เมื่อคืน หม่อมฉันขอจับตัวเฉินฮุยเดี๋ยวนี้ ส่งเข้าคุกหลวงเพื่อไต่สวนอย่างเข้มงวด!”
น้ำเสียงของนางคล้ายกำลังแจ้งให้ทราบ มากกว่าขออนุญาต
แต่เยี่ยนรุ่ยรู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงไม่อาจมีความไม่พอใจแม้เพียงน้อย
เยี่ยนรุ่ยมองฝูซุ่นที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น พลันนึกถึงคำพูดของเฉินจี้จิ่วที่เคยบอกเขาเรื่อง “ความชอบสูงล้นจนคุกคามบัลลังก์” กับ “ลอบคบคิดกับศัตรู” ขึ้นมา บัดนี้เมื่อหวนคิดดูอีกครั้ง จึงพบว่าอีกฝ่ายวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ล่วงหน้านานแล้ว
เหตุเพลิงไหม้ที่จวนองค์หญิงใหญ่ในครั้งนั้น โชคยังดีที่เสด็จพี่หญิงมิได้ประทับอยู่ในจวน จึงรอดพ้นเคราะห์ครั้งนั้นมาได้
เพลิงครั้งนี้ ดูไม่เหมือนเฉินฮุยต้องการกำจัดเซียวจิ้นเท่านั้น กลับเหมือนเป็นแผนร้ายที่มุ่งตรงมาที่เสด็จพี่หญิงมากกว่า
เมื่อสมองน้อยๆ ของเยี่ยนรุ่ยคิดตามทัน ความหนาวเย็นสายหนึ่งก็พลันไต่ขึ้นมาตามสันหลัง
...
นอกจวนสกุลเฉิน
กองทหารรักษาพระองค์ในชุดเกราะเข้มทะมึนเรียงรายแน่นขนัด อาวุธวาววับดุจป่าคมหอก ล้อมจวนสกุลเฉินไว้จนแม้แต่น้ำก็เล็ดลอดไม่ได้
ภายในจวนอลหม่านไปหมดแล้ว เสียงร่ำไห้ เสียงตวาดดุดัน เสียงข้าวของแตกกระจาย ดังระงมไม่ขาดสาย
เฉินฮุยสวมเพียงอาภรณ์อยู่เรือน มวยผมค่อนข้างยุ่ง ถูกทหารรักษาพระองค์สองนายควบคุมตัวพาออกมาหน้าประตูจวน บนใบหน้าของเขาไม่มีความตื่นตระหนกมากนัก ตรงกันข้ามกลับมีความสงบนิ่งที่เกือบคลุ้มคลั่งอยู่สายหนึ่ง สายตากวาดผ่านเหวินหรูจั๋ว ผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ที่นำกำลังมา สุดท้ายจึงไปหยุดลงบนร่างของเยี่ยนหลิงซึ่งมาถึงในภายหลัง
“องค์หญิงใหญ่” เฉินฮุยยิ้มเสียงแหบแห้ง “ลงมือได้รวดเร็วนัก”
เยี่ยนหลิงนั่งอยู่บนหลังม้า มองเขาจากที่สูง ดวงตาเย็นชาราวกำลังมองคนตาย “เฉินฮุย ขัดขวางพระบัญชา วางเพลิงจวนองค์หญิง เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?”
“ความผิด?” เฉินฮุยแหงนหน้าหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะแหลมโหยหวน “ข้าทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อราษฎร ข้ามีความผิดอันใด? องค์หญิงใหญ่ใช้อำนาจเกินขอบเขต กุมอำนาจราชการเองโดยพลการ แม้แต่ฝ่าบาทยังไม่พอพระทัย ท่านนั่นแหละคือรากเหง้าแห่งหายนะของแผ่นดิน! ไฟเมื่อคืน ข้าเสียใจนักที่เผาท่านไปพร้อมกันไม่ได้!”
“บังอาจ!” เหวินหรูจั๋วก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ตวาดลั่นด้วยโทสะ
แต่เยี่ยนหลิงกลับยกมือห้ามเขาไว้
นางมองเข้าไปในดวงตาของเฉินฮุยที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความเด็ดเดี่ยว หัวใจก่อเค้าความสงสัยขึ้นเป็นชั้นๆ
เฉินฮุย? สกุลเฉินแห่งอิ่งชวน...
“เฉินไทเฟยเกี่ยวอันใดกับเจ้ากันแน่?” เยี่ยนหลิงพลันนึกขึ้นได้
เฉินฮุยชะงักไปเล็กน้อยในแววตาอาฆาตนั้น ก่อนมุมปากจะยกยิ้มขึ้น “เพิ่งรู้ตัวหรือ?”
เขาเอ่ยว่า “ไทเฟยคือพี่สาวแท้ๆ ของข้า! ข้าเพียงล้างแค้นแทนพี่สาว และถือโอกาสกำจัดสตรีชั่วผู้หลงระเริงในอำนาจเช่นเจ้าด้วย!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
เป็นน้องชายของเฉินไทเฟย นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินไทเฟยจะไม่เคยเอ่ยถึงความสัมพันธ์ชั้นนี้มาก่อน
แต่แล้วอย่างไรเล่า สุดท้ายก็ยังเป็นผู้แพ้อยู่ดี
“พาตัวไป คุมขังให้แน่นหนา!” นางสั่งเสียงเย็น
เหวินหรูจั๋วรีบก้าวขึ้นหน้าพาตัวเขาไปทันที
ยามเดินผ่านเยี่ยนหลิง สีหน้าของเหวินหรูจั๋วปรากฏแววอาลัยอันเจ็บปวดขึ้นเสี้ยวหนึ่ง ทว่าเยี่ยนหลิงมิทันสังเกต
ส่วนเฉินฮุยที่ถูกลากตัวไป ตลอดทางก็ยังตะโกนสาปแช่งไม่หยุด ถ้อยคำหยาบคายร้ายกาจนัก
ข่าวจวนสกุลเฉินถูกล้อม เฉินฮุยถูกจับเข้าคุก แพร่สะพัดไปราวหินมหึมาถูกโยนลงสู่ผืนน้ำ จนเกิดระลอกคลื่นใหญ่ซัดสะเทือนทั่วทั้งเมืองหลวงในชั่วพริบตา
เฉินฮุยมีศิษย์สหายและผู้คบหากระจายอยู่ทั่วราชสำนัก เหล่านักศึกษาจากสำนักศึกษาหลวงยิ่งเดือดดาลกันถ้วนหน้า
เพียงครึ่งวัน เหล่านักศึกษาสวมชุดบัณฑิตกว่าหลายร้อยคน ภายใต้การนำของบัณฑิตฮั่นหลินหนุ่มเลือดร้อนสองสามคน กลับมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูวัง ดำทะมึนแน่นขนัด คุกเข่าลงเป็นแพ
“ท่านเฉินจี้จิ่วจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ไร้ความผิด!”
“องค์หญิงใหญ่แก้แค้นส่วนตัว ใส่ร้ายทำลายขุนนางผู้ซื่อสัตย์!”
“ขอฝ่าบาททรงตรวจสอบให้กระจ่าง ปล่อยตัวท่านเฉิน!”
“สตรีก้าวก่ายราชกิจ บ้านเมืองใกล้ล่มสลายแล้ว!”
เสียงโห่ร้องดังซัดเป็นระลอก สูงขึ้นทีละคลื่น ดึงดูดชาวเมืองนับไม่ถ้วนให้มามุงดู ต่างชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทากันอื้ออึง
ท้ายที่สุด ภายใต้การปราบปรามอย่างแข็งกร้าวของกองทหารรักษาพระองค์ คนเหล่านั้นก็ถูกขับไล่สลายตัวไปโดยกำลัง
ความวุ่นวายครั้งนี้ ถูกมองเห็นอย่างชัดเจนจากห้องชั้นสองของโรงเตี๊ยมริมถนนแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก
ใต้หน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ เจียงเต้า เสนาบดีกระทรวงพิธีการ ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างไร้อารมณ์ประหนึ่งคนนอก มองลงไปยังฝูงชนสีดำทะมึนหน้าประตูวัง และการปราบปรามอันเหี้ยมเกรียมของกองทหารรักษาพระองค์
เฉินฮุย...แพ้แล้ว
แต่ในใจของเจียงเต้ากลับมิได้มีความเศร้าสลดแบบกระต่ายตายจิ้งจอกหวาดหวั่นอยู่สักเท่าใด มีเพียงความรู้สึกว่าเฉินฮุยวางหมากได้ดีนัก “องค์หญิงใหญ่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ” “ข่มเหงเสาหลักของแผ่นดิน” เมื่อนางแบกข้อหาพวกนี้ไปคุมทัพที่ชายแดนเหนือ เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดยอมฟังนางแล้วกระมัง?
เขาหันกลับไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ
บนโต๊ะมีพู่กัน หมึก และกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กเตรียมไว้พร้อมแล้ว
เจียงเต้าหยิบพู่กันขึ้น เขียนลงบนผ้าไหมแผ่นบางยิ่งอย่างรวดเร็ว
ตัวอักษรเล็กมาก แต่เป็นระเบียบชัดเจน
“...ในเมืองหลวงเกิดเหตุไม่คาดคิด เฉินฮุยถูกเปิดโปงและจับเข้าคุก ศิษย์บริวารก่อความวุ่นวาย กระหม่อมเกรงว่าจะตกเป็นที่ระแวง จึงขอหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราว ท่านอ๋องโปรดระวังทุกย่างก้าว รอคอยโอกาสต่อไปอย่างสงบ”
เขียนเสร็จ เขาก็ม้วนผ้าไหมอย่างละเอียด บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วใช้ขี้ผึ้งปิดผนึกแน่นหนา
เมื่อผลักหน้าต่างด้านหลังออก ใต้ชายคาด้านนอกมีกรงนกเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาแขวนอยู่
เขาหยิบพิราบสื่อสารตัวหนึ่งออกมา แล้วผูกกระบอกไม้ไผ่กับขาของมันอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วลูบผ่านขนลื่นเรียบของพิราบ เจียงเต้าเอ่ยเสียงต่ำ “ไปเถิด ส่งให้ถึงมือผู้ที่ควรได้รับ”
พิราบสื่อสารกระพือปีกบินขึ้น วนอยู่กลางอากาศหนึ่งรอบเพื่อจับทิศทาง ก่อนจะกลายเป็นเงาสีเทาสายหนึ่ง พุ่งตรงไปทางทิศใต้ แล้วหายลับเข้าสู่หลังม่านเมฆสีตะกั่วในเวลาไม่นาน
...
ลมหนาวพัดโหยหวน ธงศึกสะบัดกระพือ
ฤดูกาลนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเคลื่อนทัพที่สุด
แต่เยี่ยนหลิงรอไม่ได้แล้ว สถานการณ์ที่ชายแดนเหนือทำให้นางอดนึกถึงชาติที่แล้วมิได้
ตรงประตูเมือง ทหารม้าชั้นยอดสามพันนาย สวมเกราะแวววาว ตั้งแถวอย่างเคร่งขรึม มีเพียงเสียงม้าศึกพ่นลมหายใจเป็นไอขาวเป็นครั้งคราวเท่านั้นที่แว่วดัง
เยี่ยนหลิงคัดเลือกกำลังจากกองทหารรักษาการณ์รอบเมืองหลวงหลายแห่ง แล้วจัดระเบียบขึ้นใหม่ด้วยมือตนเอง เป็นกองทัพ “ฉือหลิงจวิน” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการยกขึ้นเหนือครั้งนี้
ส่วนทหาร เสบียง และยุทโธปกรณ์อีกมาก ก็กำลังทยอยมาจากทุกเส้นทาง มุ่งไปรวมพลที่ด่านเยี่ยนหุย
เยี่ยนหลิงสวมชุดเกราะสีแดงฉาน ยืนอยู่หน้ากองทัพทั้งมวล
บนใบหน้าคือความสงบนิ่งเย็นเยียบและความเฉียบคมดุจน้ำแข็ง
เบื้องหลังนาง คือขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ที่เหลืออยู่เฝ้าเมืองหลวง
ฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยยืนเคียงอยู่กับหวังไทเฮา ตรัสถ้อยคำทำนอง “หวังว่าจะได้ข่าวชัยชนะในเร็ววัน”
หรงจี้ยืนอยู่หน้าสุดของแถวขุนนางฝ่ายบู๊ สวมเพียงอาภรณ์ธรรมดา มิได้สวมเกราะ สายตาของเขาข้ามผ่านผู้คนไปตกลงบนร่างของเยี่ยนหลิง แฝงความรู้สึกซับซ้อนยากจะเอื้อนเอ่ย
ในที่สุด พิธีการอันยุ่งยากก็สิ้นสุดลง
เยี่ยนหลิงพลิกกายขึ้นหลังม้า ท่วงท่าเฉียบขาดคล่องแคล่ว
“ออกเดินทาง!”
ธงบัญชาสะบัด แตรศึกคำรามยาว กองทัพเริ่มเคลื่อน พลันเสียงย่างเท้าหนักแน่นและเสียงกีบม้าก็สะเทือนแผ่นดิน มุ่งสู่ทิศเหนือ มุ่งสู่แผ่นดินที่กำลังจะถูกเปลวสงครามโหมเผา เคลื่อนเป็นขบวนมหึมาดุจคลื่นหลาก
เหล่าขุนนางทั้งหลายโค้งกายส่งเสด็จ
แต่หรงจี้กลับก้าวขึ้นหน้าไปอีกสองสามก้าว รอจนม้าของเยี่ยนหลิงเคลื่อนมาถึงตรงหน้าเขา
เยี่ยนหลิงกระตุกบังเหียน ม้าจึงหยุด
ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง
“แม่ทัพหรง” เยี่ยนหลิงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน น้ำเสียงสงบนิ่ง “เมืองหลวง...ข้าขอฝากท่านด้วย”
หรงจี้มองนาง ราวกับอยากค้นหาเงาร่องรอยในอดีตจากดวงตาคู่นั้น แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงสระน้ำเย็นลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง
“องค์หญิง...” ลูกกระเดือกของหรงจี้ขยับขึ้นลง วาจานับพันประโยคติดค้างอยู่แน่นอก ท้ายที่สุดกลับกลั่นออกมาได้เพียงประโยคเดียว “ชายแดนเหนือหนาวเหน็บนัก ศึกสงครามก็อันตรายยิ่ง โปรด...ทรงถนอมพระองค์”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนลดเสียงลง แฝงไว้ด้วยคำมั่นอันหนักแน่น “ทุกอย่างในเมืองหลวงมีข้าอยู่ ตราบใดที่หรงจี้ยังมีชีวิตอยู่สักวันหนึ่ง ข้าจะเฝ้าหลังให้ท่านเอง ไม่มีวันยอมให้เกิดความผิดพลาดเด็ดขาด”
แววตาของเยี่ยนหลิงไหววูบเล็กน้อย นางมองหรงจี้ลึกๆ หนหนึ่ง แล้วพยักหน้า
“ขอบใจมาก”
ไร้ถ้อยคำฟุ่มเฟือยอื่นใด นางกระตุ้นสีข้างม้า ม้าผู้สูงศักดิ์ก็ร้องก้องก่อนพุ่งทะยานออกไปราวศรหลุดจากคัน แทรกเข้าสู่แนวหน้าของกองทัพที่กำลังเคลื่อนขบวน ผ้าคลุมสีชาดด้านหลังนางปลิวสะบัดรับลมแรง ดุจเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ และดุจขนปีกอาบโลหิตที่ส่งเสียงครวญคราง มุ่งสู่ฟากฟ้าอันเวิ้งว้างทางเหนืออย่างเด็ดเดี่ยว
หรงจี้ยืนอยู่ที่เดิม มองเงาสีแดงจุดนั้นที่ค่อยๆ ไกลออกไป จนในที่สุดหลอมรวมเข้ากับฝุ่นธุลีและแสงฟ้า ไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน
ลมหอบฝุ่นทรายพัดขึ้นมา บดบังสายตาผู้คนจนพร่าเลือน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น