บทที่ 39
ติดอยู่กลางหุบเขา
สามปีต่อมา เมืองชายแดนของเป่ยจิ้ง นครหลงเฉิง
ภายในห้องหนังสือของจวนพักองค์ชายเจ็ดแห่งนครหลงเฉิง แสงเทียนสว่างไสวทั่วทั้งห้อง
เซียวจิ้นยืนอยู่หน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ ปลดอาภรณ์ออกครึ่งหนึ่ง
ตรงสะบักที่สะท้อนอยู่ในกระจก รอยประทับอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏชัดเจน นั่นคือตราประทับของทาสแห่งต้าเซิ่ง มาจากสตรีผู้หนึ่ง...สตรีที่ทำให้เขาทั้งรักทั้งชังจนยากจะตัดใจ
รอยประทับนั้นเป็นอักษร “หลิง” เขียนเป็นลายวิจิตร ขอบรอยนูนเว้าไม่เรียบ ราวกับถูกสลักลึกลงไปถึงกระดูกและสายเลือด
สามปีผ่านไปแล้ว รอยประทับนี้ไม่จางลงแม้เพียงนิด
ตรงกันข้าม เมื่อผ่านลมหนาวน้ำค้างแข็งแห่งเป่ยจิ้ง มันกลับยิ่งสะดุดตา บาดลึกกว่าเดิม
ทุกครั้งที่ฟ้าครึ้มฝน หรือยามดึกสงัด ความแค้นที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังจะลุกไหม้ตรงจุดนั้น ส่งความปวดแสบแผ่วเบาออกมาไม่ขาดสาย
ปลายนิ้วลูบผ่านขอบรอยประทับ เขาเอ่ยช้าๆ ว่า “เยี่ยนหลิง...”
ชื่อนี้ถูกบดขยี้อยู่ระหว่างริมฝีปากและไรฟัน เจือด้วยความชิงชังที่มิอาจอธิบายชัด อีกทั้งความยึดติดเสี้ยวหนึ่งซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ยอมรับ ว่ามันได้บิดเบี้ยวผิดรูปไปนานแล้ว
ด้านนอกประตูมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นระลอกหนึ่ง
เซียวจิ้นดึงอาภรณ์กลับขึ้นมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปิดบังรอยประทับนั้นไว้ ครั้นหันตัวกลับ สีหน้าก็กลับคืนเป็นความเยียบเย็นห่างเหินดังเดิม
“ท่านแม่ทัพ” ผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องคือเสิ่นโม่ กุนซือคนสนิทของเขา
เสิ่นโม่อายุราวสี่สิบ ใบหน้าขาวเกลี้ยงไร้หนวดเครา แต่ดวงตากลับคมกริบราวเหยี่ยว เขาเกิดจากครอบครัวยากจน เดิมเป็นเพียงเสมียนบัญชีธรรมดาที่ไร้ผู้เหลียวแลที่สุดในเมืองชายแดน ทว่าอาศัยสติปัญญาและความกล้าอันเหนือคน หลังเซียวจิ้นกลับมา เขาจึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง
“เป็นอย่างไรบ้าง” เซียวจิ้นเดินกลับไปหลังโต๊ะหนังสือ บนโต๊ะนั้นคลี่แผนที่ละเอียดของด่านเยี่ยนหุยและพื้นที่โดยรอบเอาไว้
“ยืนยันข่าวแล้วขอรับ” เสิ่นโม่ลดเสียงต่ำ “เมื่อสามวันก่อน โจวซื่อหวน หนิงหย่วนโหวผู้รักษาด่านเยี่ยนหุย อ้างการตรวจแนวป้องกัน ลวงองค์หญิงใหญ่ผิงหยาง เยี่ยนหลิง พร้อมกองทัพชือหลิงสามพันนายไปยังบริเวณใกล้หุบเขาหลาง”
น้ำเสียงเขาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่ทัพ พวกเราเพียงทำตามแผน ซุ่มกำลังหนักกับก้อนศิลาและท่อนไม้กลิ้งบนที่สูงสองฝั่งหุบเขา ก็จะกวาดล้างกองทัพชือหลิงได้ในคราวเดียว สร้างความเสียหายหนักแก่กองกำลังหัวกะทิแห่งชายแดนเหนือของต้าเซิ่ง!”
สายตาเซียวจิ้นอดทอดไปยังสัญลักษณ์ปากทางหุบเขาแคบๆ บนแผนที่ไม่ได้
หุบเขาชางหลาง เข้าง่ายออกยาก
เยี่ยนหลิง...ไยจึงตกหลุมพรางได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
“ท่านแม่ทัพ?” เสิ่นโม่เห็นเขาไม่ตอบ ความตื่นเต้นในดวงตาจึงจางลงเล็กน้อย แปรเป็นความสงสัย
“กำลังรบของกองทัพชือหลิงเป็นอย่างไร” เสียงของเซียวจิ้นฟังไม่ออกว่ามีอารมณ์ใดเจืออยู่
“ท่านแม่ทัพเพิ่งมาถึงเมืองชายแดน ยังไม่ทราบก็ไม่แปลก ตลอดสามปีมานี้ กองทัพชือหลิงถูกเยี่ยนหลิงขัดเกลาจนแข็งแกร่งนัก ยุทโธปกรณ์ก็ล้วนเป็นระดับสูงสุดของต้าเซิ่ง ไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ” เสิ่นโม่ตอบ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “ส่วนเยี่ยนหลิง...ตามรายงานของสายลับ นางดูจะระแวงโจวซื่อหวนอยู่ก่อนแล้ว การเดินทางครั้งนี้จึงพากำลังหัวกะทิไปครบ อีกทั้งเคลื่อนทัพอย่างระมัดระวัง ปล่อยหน่วยสอดแนมออกไปไกลยิ่งนัก แต่โจวซื่อหวนมีรากฐานฝังลึกในชายแดนเหนือของต้าเซิ่ง อ้างการตรวจแนวป้องกัน ทั้งยังเกิดมีหน่วยเล็กของพวกเราอยู่ใกล้หุบเขาชางหลาง เยี่ยนหลิงในฐานะแม่ทัพควบคุมการศึก ไม่ว่าตามเหตุผลหรือหน้าที่ก็จำต้องไป เพียงแต่...เกรงว่านางคงคิดไม่ถึงว่าโจวซื่อหวนจะจงใจปล่อยข่าวให้พวกเรา!”
เซียวจิ้นเงียบงัน
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในห้องหนังสือจึงเหลือเพียงเสียงเปรี๊ยะเบาๆ ของไส้เทียน
ตลอดสามปีมานี้ ราชสำนักเป่ยจิ้งปั่นป่วนราวพายุฝน
ฮ่องเต้องค์เฒ่าทรงประชวรหนัก บรรดาองค์ชายที่โตแล้วทั้งห้าพระองค์ต่อสู้กันจนถึงตาย กำลังของแผ่นดินจึงถูกเผาผลาญไปกับการฟาดฟันภายในอย่างหนัก
ด้วยเหตุนี้ องค์ชายเจ็ดผู้เคยถูกลืมเลือน กระทั่งถูกมองโดยปริยายว่าตายอยู่ในต้าเซิ่งแล้วอย่างเขา จึงได้ “คืนสู่รากเหง้า” อย่างน่าอัศจรรย์ ภายใต้การหนุนหลังและการเคลื่อนไหวลับๆ ของหลิ่วชงกับคนเก่าแก่เหล่านั้น อาศัยกลศึกและวิธีการที่ขัดเกลามาจากชีวิตตัวประกันและการหลบหนี อีกทั้งทรัพย์สินก้อนโตที่หลิ่วชงยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อรวบรวมเป็นเสบียงศึก เขาจึงตั้งกองกำลังที่ภักดีต่อตนเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด ก็ได้รับตำแหน่งแม่ทัพมาจากพระบัญชาของฮ่องเต้องค์เฒ่า
เขามิได้กลับมาเพื่อเสวยเกียรติยศแห่งองค์ชาย เขากลับมาเพื่อทวงทุกสิ่งที่ควรเป็นของเขาคืน และยิ่งกว่านั้น เพื่อปกป้องมารดาของตน
มารดาของเขายังถูกคุมขังอยู่ในวัง ฮ่องเต้องค์เฒ่าไม่ยอมให้พวกเขาแม่ลูกได้พบหน้ากันไม่ว่าอย่างไร สิ่งนี้เองกลับกลายเป็นอาวุธทรงอำนาจที่สุดที่ใช้รั้งเขาไว้
หากเขาจะช่วยมารดาออกมา ก็ต้องชิงอำนาจ ต้องการผลงานทางทหาร ต้องการคุณความชอบที่ทำให้บรรดาพี่ชายผู้หยิ่งทะนงและเหล่าขุนนางทั้งราชสำนักต้องปิดปากพร้อมกัน
และในเวลานั้นเอง โจวซื่อหวนก็ส่งข่าวของเยี่ยนหลิงมาให้...
“เยี่ยนหลิงจะเข้าหุบเขาชางหลางเมื่อใด” เซียวจิ้นถาม
“พรุ่งนี้ยามเที่ยงขอรับ” เสิ่นโม่ตอบ “พวกเราอาจใช้ก้อนศิลาปิดทางถอยของหุบเขาเสียก่อน แล้วโจมตีด้วยเกาทัณฑ์หนักและเกาทัณฑ์เพลิง ครั้นแนวทัพของกองทัพชือหลิงแตกกระเจิง กองทัพเราค่อยสังหารจากปากหุบเขาเข้าไป ถึงตอนนั้น เยี่ยนหลิงก็อย่าหวังว่าจะบินหนีไปได้!”
อย่าหวังว่าจะบินหนีไปได้
คำสี่คำนี้ทำให้หัวใจของเซียวจิ้นหดเกร็งอย่างรุนแรง
เขาเดินไปริมหน้าต่าง พลักหน้าต่างออก
ลมกลางคืนแห่งนครหลงเฉิงพัดเอาความหนาวของนอกด่านเข้าปะทะใบหน้า เบื้องไกลมีเสียงแตรฝึกทหารจากค่ายทัพดังแว่วมาลางๆ
ทหารม้าห้าหมื่นนายใต้บัญชาของเขาราวกับกำลังกำหมัดแน่น เตรียมพร้อมเต็มที่ เพียงรอเขาออกคำสั่ง ก็สามารถโบกทัพลงใต้ อาศัยข่าวจากโจวซื่อหวน ทำศึกกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ถูกกำหนดให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้
สังหารเยี่ยนหลิง เหยียบย่ำกองทัพชือหลิงให้ราบคาบ หรือแม้แต่...ยึดด่านเยี่ยนหุย
เมื่อความสำเร็จอยู่ตรงหน้า รักษาพระมารดาไว้ได้ ชื่อเสียงเกียรติยศก็เอื้อมถึงเพียงปลายนิ้ว
แต่เหตุใด ในใจกลับไม่มีความปลาบปลื้มแม้แต่น้อยที่กำลังจะบรรลุเป้าหมาย มีเพียงความอึดอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ตรงรอยประทับบนสะบักเริ่มปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
เขาราวกับมองเห็นดวงตาคู่นั้นของเยี่ยนหลิง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเสียดสี จ้องมองมาที่เขาอย่างแน่วนิ่ง เสมือนกำลังพูดว่า “เซียวจิ้น เจ้าไม่กล้า”
ใช่ เขาไม่กล้า
ไม่ใช่ไม่กล้าฆ่านาง แต่ไม่กล้า...ปล่อยให้นางตายอย่างง่ายดาย คลุมเครือ ไร้คำตอบ อยู่ในแผนซุ่มโจมตีอันต่ำช้าเช่นนี้
คืนวันอันมืดมนเหล่านั้นในยามถูกจองจำ เพลิงกองนั้นที่เกือบจะเผาผลาญเขาจนหมดสิ้น รอยประทับและความแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูก
ทั้งหมดนี้ต้องการบทสรุปที่ชัดเจนกว่านี้ เด็ดขาดกว่านี้
เขาจะต้องตัดขาดกับเยี่ยนหลิงด้วยมือตนเอง!
“ท่านเสิ่น” เซียวจิ้นมิได้หันกลับไป เสียงของเขาลอยอยู่ในสายลม แฝงความตึงเครียดชนิดที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่ทันรู้ตัว “ท่านเห็นสภาพฟ้ายามคืนนี้เป็นเช่นไร”
เสิ่นโม่ชะงักไป ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ แม่ทัพจึงถามเรื่องอากาศ แต่ก็ยังเดินไปถึงหน้าต่าง เงยหน้ามองชั้นเมฆและตำแหน่งดวงดาวอย่างพินิจ ก่อนตอบอย่างระมัดระวังว่า “ชั้นเมฆต่ำหนา ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดแรง ความชื้นก็หนัก...เกรงว่ากลางดึกคืนนี้ หรือไม่ก็รุ่งเช้าพรุ่งนี้ จะมีฝนใหญ่ขอรับ”
“ฝนใหญ่...” เซียวจิ้นทวนสองคำนั้น เสียงต่ำลึก “หน้าผาสองด้านของหุบเขาชางหลาง เดิมก็หลวมอยู่แล้วเพราะน้ำหลากในฤดูใบไม้ร่วง หากยังเจอฝนใหญ่ชะล้างอีก...”
เสิ่นโม่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนฉับพลัน พลันเข้าใจขึ้นมาทันที “หากกองทัพเราซุ่มอยู่บนที่สูงสองฝั่งหุบเขาล่วงหน้า แล้วจู่ๆ ฝนใหญ่กระหน่ำจนหินถล่ม ถึงเวลานั้นคนที่ถูกก้อนศิลากับท่อนไม้ขวางกั้น ถูกน้ำป่าซัดจนพังพินาศ เกรงว่าจะเป็นพวกเราเอง! แต่ว่า...” เขาอดพูดไม่ได้ “หรือจะปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไปเช่นนี้จริงๆ หรือ”
“คนอย่างโจวซื่อหวน กลับกลอกยิ่งนัก คำพูดของเขาจะเชื่อถือได้สักกี่ส่วน” เซียวจิ้นตัดบทข้อกังขาของเสิ่นโม่ น้ำเสียงพลันแข็งกร้าว เผยแรงกดดันที่ไม่อาจโต้แย้ง “เขาขายเยี่ยนหลิงได้ แล้วเหตุใดจะหันกลับมาขายพวกเราไม่ได้ คนชั่วช้าเช่นนี้ ใช้ประโยชน์ได้ แต่พึ่งพาไม่ได้เด็ดขาด!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับยิ่งเย็นเยียบแน่วแน่ขึ้น “เยี่ยนหลิงใช้ทัพมาแต่ไหนแต่ไรล้วนระมัดระวังและหวาดระแวง นางรู้ว่าโจวซื่อหวนมีใจคิดคดแล้ว จะก้าวเข้าสู่แดนตายเช่นนี้อย่างไร้การป้องกันได้อย่างไร หากนางมีแผนสำรองอยู่ก่อน หรือจัดวางอะไรไว้ในหุบเขาแล้ว เรารีบร้อนซุ่มโจมตี มิใช่รนหาที่ตายเองหรอกหรือ ถึงเวลานั้นสูญเสียทหารแม่ทัพยังเป็นเรื่องเล็ก หากสถานการณ์ชายแดนเหนือพลิกกลับเพราะเหตุนี้ เจ้ากับข้าจะเอาอะไรไปอธิบายแก่เหล่าทหารในกองทัพ?”
คำถามต่อเนื่องชุดนั้นหนักแน่นราวค้อนทุบพื้น ทำลายความตื่นเต้นและความมั่นใจของเสิ่นโม่จนแหลกสลาย
เสิ่นโม่อ้าปากอยากแย้ง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า หลังเซียวจิ้นกลับมา แม้รากฐานยังตื้นเขิน ทว่าทุกการตัดสินใจของเขาล้วนแม่นยำและเด็ดขาด ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้าใจของเขาที่มีต่อต้าเซิ่ง ต่อเยี่ยนหลิง ก็เหนือกว่าผู้อื่นจริงๆ
“เช่นนั้น...ความหมายของท่านแม่ทัพคือ?” เสิ่นโม่โค้งกายลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพและรอฟังคำสั่ง
เซียวจิ้นเดินกลับไปหน้าโต๊ะ ปลายนิ้วกดลงตรงตำแหน่งหุบเขาชางหลางบนแผนที่ เสียงของเขาหนักแน่นดุจตัดเหล็กฟันตะปู “เปลี่ยนแผน ส่งคำสั่งลงไป ให้กองซุ่มหยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว ซ่อนกำลังอยู่กับที่คอยรับคำสั่ง แต่อยู่ให้ห่างจากหน้าผาอันตรายให้มากที่สุด อีกทั้งส่งหน่วยสอดแนมฝีมือดีไป เฝ้าดูความเคลื่อนไหวในหุบเขาและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งผิดปกติ ให้รีบมารายงานทันที! หากไม่มีคำสั่งลายมือข้าเอง ผู้ใดก็ห้ามลงมือโจมตีกองทัพชือหลิงโดยพลการ!”
ในใจเสิ่นโม่ยังคงไม่ยินยอมอยู่บ้าง รู้สึกว่าอาจพลาดโอกาสครั้งสำคัญ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเซียวจิ้นเยียบขรึม แววตาคมกริบราวคมมีด ก็รู้ว่าคำสั่งทหารถูกออกแล้ว ย่อมไม่อาจสงสัย จึงได้แต่ประสานหมัดรับคำ “ผู้น้อยรับบัญชา!”
เสิ่นโม่รีบออกไปถ่ายทอดคำสั่ง
ภายในห้องหนังสือกลับคืนสู่ความเงียบอีกครา
เซียวจิ้นยืนอยู่ลำพังหน้าแผนที่ผืนใหญ่ แสงเทียนทอดเงาร่างสูงเดียวดายของเขาลงบนผนัง
เขายกมือขึ้นช้าๆ กดลงบนสะบักขวา
ตรงนั้น แม้จะยังมีผ้าคั่นอยู่ ราวกับยังสัมผัสได้ถึงรูปรอยและอุณหภูมิของตราประทับนั้นอยู่ดี
เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันตนเอง
ท่ามกลางแรงฉีกกระชากระหว่างเหตุผลกับความแค้น ท้ายที่สุดเขาก็ยังเลือกจะไว้ชีวิตนาง—แม้จะอ้างเหตุผลว่าทำเพื่อภาพรวม เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโดยไม่จำเป็นก็ตาม
“เยี่ยนหลิง...” เขาพึมพำกับเงาไร้รูปร่างในอากาศ เสียงแหบพร่า อาบด้วยความเหนื่อยล้าและการเยาะตนเองอย่างหนัก “อย่าให้ข้าต้องเสียใจต่อการตัดสินใจในวันนี้เลย”
นอกหน้าต่าง ราตรีแห่งนครหลงเฉิงยิ่งลุ่มลึก เงาทิวเขาไกลเลือนรางไปในกลุ่มเมฆฝนอันหนาทึบ
แต่แล้วประตูก็ถูกผลักเปิดอย่างฉับพลัน พาเอาไอชื้นเย็นจากภายนอกเข้ามาด้วย
เซียวจิ้นเพ่งมองไป แล้วก็พบว่าผู้มาเยือนคือหลิ่วหานเซียง น้องสาวของหลิ่วหานอวี้ และยังเป็นบุตรสาวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของหลิ่วชง
เห็นเพียงนางในเวลานี้โกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าเซียวจิ้นแล้วด่ากราด “ท่านแม่ทัพ พี่สาวของข้ายังไม่ทันเย็นเป็นศพ ท่านกลับเลือกปล่อยเยี่ยนหลิงไป นางคือฆาตกรที่ฆ่าพี่สาวข้า ท่านยังมีหน้ามาสู้กับวิญญาณพี่สาวข้าได้หรือ?”
คิ้วของเซียวจิ้นขมวดแน่นฉับพลัน แสงเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา “ผู้ใดบอกเจ้า?”
ดวงตาของหลิ่วหานเซียงแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเพราะความคับแค้น “ยังต้องให้ใครบอกอีกหรือ? ท่านเสิ่นระดมพลเคลื่อนทัพ ใครบ้างจะไม่รู้! ข้าพลัดพรากจากพี่สาวมาตั้งแต่เล็ก พี่สาวตายอย่างคลุมเครืออยู่ในวังหลวงต้าเซิ่ง...บัดนี้ท่านกุมโอกาสไว้แท้ๆ กลับไม่ยอมลงมือ ไม่ใช่ใจอ่อนแล้วคืออะไร!”
นางก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว หยาดน้ำตากลิ้งร่วง “ท่านแม่ทัพยังจำได้หรือไม่ สามปีก่อนผู้ใดเสี่ยงตายช่วยท่านหนีออกจากกองเพลิง? ตระกูลหลิ่วของข้า! บัดนี้บิดาชราภาพ พี่สาวตายอนาถ ตระกูลหลิ่วเหลือเพียงข้าคนเดียว...แต่ท่านกลับแม้แต่ความแค้นก็ไม่ยอมชำระหรือ!”
เปลวเทียนไหววูบอย่างรุนแรง ส่องใบหน้าเซียวจิ้นที่มืดมัวแยกไม่ออกว่าเขาคิดสิ่งใด
หมัดในแขนเสื้อของเขากำแน่น ตรงสะบักที่มีรอยประทับพลันปวดแปลบแหลมคม ทว่าเขายังเอ่ยเสียงหนักว่า “หานเซียง เรื่องใหญ่ในกองทัพใช่ว่าจะเอามาเล่นเป็นเด็กได้ หากนี่เป็นกับดัก สิ่งที่จะถูกฝังไปคือชีวิตทหารนับหมื่น—”
“ข้ออ้าง!” หลิ่วหานเซียงตัดบทอย่างแสนระทม ดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ท่านต่างหากที่ลืมสตรีต่ำช้าคนนั้นไม่ได้! ตอนนางประทับตราเหยียดหยามท่านราวสัตว์เดรัจฉาน เคยนุ่มนวลกับท่านสักครึ่งส่วนหรือ?”
นางชี้ไปยังสะบักของเซียวจิ้น ตรงอักษร “หลิง” ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นอาภรณ์ “บนบ่าของท่านถูกสลักชื่อสตรีผู้นั้นไว้ หรือแม้แต่ในใจก็ยังเป็นชื่อของนางด้วย! หากเป็นเช่นนี้ ท่านก็ไม่คู่ควรเป็นเจ้านายของข้า หลิ่วหานเซียง!”
รูม่านตาของเซียวจิ้นหดวาบ
แต่หลิ่วหานเซียงกลับถอยหลังไปอย่างเซถลา ใช้มือปาดน้ำตาทิ้งแล้วเอ่ยทีละคำราวเลือดไหลออกจากหัวใจ “ดี ในเมื่อท่านแม่ทัพดื้อดึงเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นบุญคุณของท่านแม่ทัพ...หานเซียงคงได้แต่ตอบแทนในชาติหน้า!” ว่าจบ นางก็หันกายจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ชายเสื้อพัดถูกตะเกียงข้างประตูจนคว่ำ เสียงกระเบื้องแตกดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุน ร่างบอบบางของนางกลับจมหายเข้าสู่ราตรีฝนดำมืดไปแล้ว
เซียวจิ้นยืนแข็งอยู่กับที่ ปลายนิ้วจิกฝ่ามือตนเองลึกเข้าไป ข้างนอกหน้าต่างสายฟ้าฟาดเปรี้ยง ฝนใหญ่เทกระหน่ำลงมาในทันใด
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น