บทที่ 40

เขายังมีชีวิตอยู่

เสียงที่หลิ่วหานเซียงพุ่งออกจากห้องหนังสือไปทำให้เหล่าองครักษ์ในจวนตกใจตื่นตระหนก แต่เพราะฐานะของนางพิเศษนัก จึงไม่มีผู้ใดกล้าขวางอย่างแข็งกร้าว

ครั้นเซียวจิ้นได้สติกลับคืนมา นางก็หายลับเข้าไปในม่านฝนลึกสุดของเรือนแล้ว

ครู่ต่อมา

“แม่ทัพ!” เสิ่นโม่รีบร้อนเข้ามาตามข่าว สีหน้าเคร่งเครียด “คุณหนูหลิ่วชิงป้ายคำสั่งไป ระดมทหารเก่าตระกูลหลิ่วนอกเมืองสามร้อยนาย มุ่งหน้าไปทางหุบเขาชางหลางแล้วขอรับ!”

เซียวจิ้นขมวดคิ้วแน่น ราวกับมีเส้นเอ็นในสมองขาดผึงลงฉับพลัน เขาตวาดเสียงกร้าว “เตรียมม้า! ระดมทหารสามพันนาย ออกนอกเมืองไปกับข้า!”

สายฝนเทกระหน่ำราวม่านน้ำ ถนนหินเขียวในนครหลงเฉิงแห่งเป่ยจิ้งถูกชะล้างจนสะท้อนแสงเย็นเยียบ

เซียวจิ้นกระโดดขึ้นหลังม้า ผ้าคลุมสีดำสะบัดดังพั่บพั่บกลางพายุแรง กองม้าเหล็กชั้นดีสามพันนายติดตามอยู่เบื้องหลัง

กีบม้ากระแทกแอ่งน้ำแตกกระเซ็น พุ่งออกจากประตูเมืองประหนึ่งลูกธนูพ้นสาย ก่อนจมหายเข้าไปในราตรีฝนอันเวิ้งว้าง

เวลาเดียวกันนั้น ทางตะวันตกเฉียงใต้ของหุบเขาชางหลางห้าลี้ ในแอ่งเขาอันลับตาแห่งหนึ่ง

หลิ่วหานเซียงกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุด ฝนไหลเป็นสายลงมาตามขอบหมวกสาน เบื้องหลังนาง ทหารเก่าตระกูลหลิ่วสามร้อยนายยืนสงบนิ่งกลางสายฝน ไม่มีผู้ใดส่งเสียงแม้แต่น้อย

“คุณหนู ข้างหน้าก็คือหุบเขาชางหลาง” ทหารชรานายหนึ่งควบม้าขึ้นมา เอ่ยเสียงต่ำ “หน่วยลาดตระเวนรายงานว่า กองทัพฉือหลิงมาถึงปากหุบเขาแล้ว แต่หยุดอยู่ที่นั่น”

“หยุดอยู่หรือ?” หลิ่วหานเซียงขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใด?”

“ดูเหมือนกำลังเฝ้ารอดูสถานการณ์ขอรับ ฝนหนักเกินไป กองทัพฉือหลิงจึงไม่กล้ารุกล้ำโดยพลการ”

หลิ่วหานเซียงกัดฟัน “นังแพศยานั่นช่างระวังตัวจริง...ถ่ายทอดคำสั่งไป อาศัยฝนหนักเป็นฉากกำบัง พอเยี่ยนหลิงเข้าหุบเขา ก็ใช้ธนูเพลิงเป็นสัญญาณ ฆ่านางให้ตั้งตัวไม่ทัน!”

“คุณหนู...” ทหารชราลังเล “แม่ทัพมีคำสั่ง ห้ามออกทหารโดยพลการ พวกเราทำเช่นนี้...”

“แม่ทัพ?” หลิ่วหานเซียงหัวเราะเย็น “เขาถูกสตรีนางนั้นล่อลวงจนเสียสติไปแล้ว! ศัตรูของพี่สาว ข้าไม่เห็นว่าเขาจะล้างแค้นให้ ในเมื่อเขาไม่ทำ ข้าจะทำเอง! ทหารเก่าตระกูลหลิ่วจงฟังคำสั่ง—วันนี้มิใช่เพื่อสังหารศัตรูให้มากเท่าใด หากเพื่อเอาชีวิตเยี่ยนหลิง! หากเรื่องสำเร็จ ความผิดทั้งปวง ข้าหลิ่วหานเซียงจะรับไว้ผู้เดียว!”

ทั้งสามร้อยคนขานรับพร้อมกันเสียงต่ำ “ยินดีติดตามคุณหนู!”

เดิมทีวางแผนไว้ว่าเพียงเยี่ยนหลิงเข้าหุบเขา ก็จะเปิดฉากซุ่มโจมตี ทว่ารอแล้วรอเล่า นางกลับไม่ยอมรุกเข้ามาเสียที

หลิ่วหานเซียงร้อนใจ สุดท้ายก็ออกคำสั่งเสียเอง ธนูนับไม่ถ้วนพุ่งแหวกอากาศลงไป

เบื้องล่าง กองทัพฉือหลิงตั้งขบวนรับมืออย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นวินัยและการฝึกฝนอันเข้มงวด

แต่ด้านหลังหลิ่วหานเซียงกลับมีเสียงกีบม้าดังถี่เข้ามาอย่างฉับพลัน

“คุณหนู! มีกองทหารม้าเข้าประชิดจากด้านหลัง!”

หัวใจหลิ่วหานเซียงกระตุกวูบ “กี่คน?”

“ราวสามพันม้า เร็วมาก ถึงปากทางเข้าแอ่งเขาแล้ว!”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง กองทหารม้าก็พุ่งฝ่าม่านฝนเข้ามา ม้าตัวหน้าสุดสวมเกราะดำคลุมเสื้อดำ บุรุษผู้นั้นก็คือเซียวจิ้น

ดวงตาหลิ่วหานเซียงพลันลุกวาบด้วยแสงหวัง นางกระตุกบังเหียนควบออกไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว “แม่ทัพมาช่วยข้าหรือ?”

แม้แต่นางเองก็ไม่ทันรู้ตัวว่าในน้ำเสียงนั้นแฝงความคาดหวังไว้มากเพียงใด ในใจแม่ทัพ อย่างไรก็ต้องยังคำนึงถึงพี่สาวของนางอยู่บ้าง

ทว่าคำพูดของเซียวจิ้นกลับดุจน้ำเย็นจัดสาดลงมา ดับความหวังทั้งหมดของนางในพริบตา

“เหลวไหล!” เสียงตวาดของเซียวจิ้นทะลุม่านฝน สีหน้าเขียวคล้ำภายใต้แสงฟ้าแลบยิ่งน่าครั่นคร้าม “ถอนทัพเดี๋ยวนี้ ตามข้ากลับไป!”

หลิ่วหานเซียงชะงัก น้ำฝนไหลหยดจากปลายคาง หนาวเย็นจนทะลุถึงกระดูก

“กลับไป?” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเป็นคำเย้ยหยันแหลมคม “โอกาสดีถึงเพียงนี้ แม่ทัพกลับยอมปล่อยผ่านหรือ!? ท่านเห็นตระกูลหลิ่วของข้าเป็นสิ่งใด เห็นชาวเป่ยจิ้งเป็นสิ่งใดกันแน่?”

“กิจการทหารบ้านเมือง จะปล่อยให้เจ้าทำตามอำเภอใจได้อย่างไร!” เซียวจิ้นชี้แส้ม้าไปทางหุบเขา “เจ้าเห็นหรือไม่ ฝนชะดินจนหินโคลนร่วนหมดแล้ว มีโอกาสถล่มได้ทุกเมื่อ เจ้ากำลังพาคนสามร้อยคนไปตาย!”

เขากล่าวเสียงเข้ม “เรื่องเยี่ยนหลิง ข้ามีแผนการของข้าเอง ไม่ต้องให้เจ้ามาจัดการแทน!”

“แผนการของท่านก็คือไว้ชีวิตมันใช่หรือไม่?” หลิ่วหานเซียงกระชากหมวกสานออก เผยใบหน้าซีดเผือดแต่เด็ดเดี่ยว “เซียวจิ้น ศพของพี่สาวข้ายังไม่ทันเย็น ท่านกลับไปต่อรองกับศัตรูของนาง! กองทัพตระกูลหลิ่วติดตามท่านผ่านความเป็นความตายมาตลอด บัดนี้แม้แต่จะทวงความยุติธรรมคืน ยังทำไม่ได้หรือ?”

สามร้อยนายด้านหลังนางเงียบงัน น้ำฝนกระหน่ำลงบนเกราะเหล็ก บรรยากาศอาบไปด้วยไอสังหาร

แววตาเซียวจิ้นพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์ซับซ้อนมากมาย ทว่าคำพูดที่หลุดออกมากลับยังเย็นชาแข็งกระด้าง “หลิ่วหานเซียง คำสั่งทหารหนักดุจขุนเขา บัดนี้ข้าในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งเป่ยจิ้งสั่งเจ้า—ถอนทัพกลับเมืองเดี๋ยวนี้! ผู้ใดขัดคำสั่ง ลงโทษตามกฎทัพ!”

“กฎทัพ?” หลิ่วหานเซียงหัวเราะขึ้นฉับพลัน เสียงหัวเราะนั้นทั้งรันทดและประชดประชัน “ดี เช่นนั้นท่านก็ฟันข้าเสียตอนนี้เลย! เซียวจิ้น ข้านับว่าเห็นท่านทะลุปรุโปร่งแล้ว ชีวิตพี่สาวข้า สำหรับท่านแล้วไม่ใช่อะไรเลย! ตระกูลหลิ่วของเรา สำหรับท่านแล้วแท้จริงเป็นอะไรกันแน่?”

ทั้งสองเผชิญหน้ากันกลางพายุฝน ด้านหลังมีกองม้าพันนายยืนนิ่ง มีเพียงเสียงลมและฝนคำรามก้อง

ผ่านไปเนิ่นนาน เซียวจิ้นหลับตาลงช้าๆ ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็เหลือเพียงความเย็นชาว่างเปล่า “พาไป!”

สิ้นคำ กองทหารม้าด้านหลังเขาค่อยๆ แผ่ขบวนออก เห็นชัดว่าคิดจะมัดนางกลับไปโดยใช้กำลัง

หลิ่วหานเซียงมองเขา มองกองทัพม้าเหล็กทะมึนด้านหลังเขา มองแววตาเด็ดขาดที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้งแม้แต่น้อย

ความเพ้อฝันเสี้ยวสุดท้ายพลันแตกสลายสิ้น

“ไม่จำเป็น” น้ำเสียงของนางพลันสงบนิ่ง สงบจนน่าหวาดหวั่น “ข้าไปเอง!”

...

เวลาเดียวกันนั้น ภายในหุบเขาชางหลาง

ฝนกระหน่ำดั่งห่าริน ธารน้ำตามซอกเขาเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำโคลนขุ่นไหลทะลักลงมาจากลาดเขาทั้งสองฝั่ง

เยี่ยนหลิงกระตุกบังเหียนหยุดม้าที่ปากหุบเขา ผ้าคลุมสีแดงสะบัดดังพั่บพั่บในสายลมฝน นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งกองทัพหยุดเคลื่อน ทหารฉือหลิงสามพันนายเบื้องหลังปฏิบัติตามคำสั่งโดยพร้อมเพรียง ยืนนิ่งเป็นระเบียบในพริบตา

“องค์หญิงใหญ่?” รองแม่ทัพหวังฉินควบม้าเข้ามาใกล้ “มีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลหรือพะยะค่ะ?”

เยี่ยนหลิงเพ่งมองหุบเขามืดดำเบื้องหน้า ผาหินทั้งสองฝั่งชันราวถูกมีดขวานสกัด ยิ่งดูอันตรายท่ามกลางพายุฝน ปากหุบเขาแคบจนม้าเพียงสามตัวเดินเคียงกันได้ หากเข้าสู่ด้านในแล้วมีทหารซุ่มโจมตี ก็เท่ากับเดินเข้าทางตาย

“โจวซื่อหวนบอกว่าที่นี่มีกองกำลังย่อยของเป่ยจิ้งเคลื่อนไหวอยู่?” เสียงเยี่ยนหลิงราบเรียบจนจับอารมณ์ไม่ได้

“พะยะค่ะ ข่าวกรองของหนิงหย่วนโหวเป็นเช่นนั้น” หวังฉินตอบ “แต่กระหม่อมส่งหน่วยลาดตระเวนเข้าไปตรวจถึงสามระลอกแล้ว ล้วนไม่พบร่องรอยข้าศึก”

เยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะ “เช่นนั้นก็มีอยู่สองทาง ไม่คนเป่ยจิ้งถอนกำลังไปแล้ว ก็ข่าวของโจวซื่อหวนผิดพลาด”

นางเว้นไปเล็กน้อย สายตาคมกริบราวเหยี่ยว “ถ่ายทอดคำสั่ง กองหน้าเปลี่ยนเป็นกองหลัง กองหลังเปลี่ยนเป็นกองหน้า ย้อนกลับเส้นทางเดิม”

“นี่...” หวังฉินอึ้งไป “แล้วภารกิจลาดตระเวน...”

“ในอากาศเช่นนี้ คนเป่ยจิ้งไม่มาตั้งซุ่มโจมตีในที่แบบนี้หรอก” เยี่ยนหลิงกล่าวเรียบๆ “โจวซื่อหวนอยากให้ข้ามา ข้าก็มาแล้ว เขาอยากให้ข้าเข้าไป แต่ข้าจะไม่เข้า”

เพิ่งออกคำสั่งจบ เบื้องหลังพลันเกิดความวุ่นวาย

“ศัตรูบุก! มีทหารซุ่มอยู่บนไหล่เขาทั้งสองฝั่ง!”

สิ้นเสียงนั้น เสียงธนูแหวกอากาศก็ดังมาจากลาดเขาสองด้าน ทว่าฝนที่ตกหนักทำให้ความแม่นยำของลูกธนูลดลง ส่วนมากพุ่งเฉหรือแรงตก ถูกโล่ของกองทัพฉือหลิงปัดป้องได้โดยง่าย

สีหน้าเยี่ยนหลิงหม่นลง “เป็นดังที่คิด มีการซุ่มโจมตีจริง ตั้งขบวน!”

ทหารฉือหลิงสามพันนายฝึกมาดีเหลือเกิน เพียงชั่วพริบตาก็ตั้งเป็นขบวนป้องกัน โล่ยกออกข้างหน้า หอกเฉียงชี้ไปภายนอก ประหนึ่งอสูรกายหนามแหลมทั่วกาย

แต่การโจมตีใหญ่ตามคาดกลับไม่เกิดขึ้น

บนลาดเขาทั้งสองด้าน มีเพียงลูกธนูประปรายไม่กี่ดอก และก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว ที่ประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ อาวุธสำหรับซุ่มโจมตีอย่างก้อนหินซัด กลอนไม้ถล่ม กลับไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย

“แม่ทัพขอรับ ทหารซุ่มมีจำนวนน้อยมาก ไม่ถึงสามร้อยคน” หน่วยลาดตระเวนรายงาน “และพอโจมตีครั้งเดียวก็ล่าถอย ถอยลึกเข้าไปในหุบเขาแล้ว”

เยี่ยนหลิงหรี่ตาลง

เรื่องนี้ชวนพิกลเกินไป

หากเป็นการซุ่มโจมตีที่เป่ยจิ้งวางไว้โดยประณีต ย่อมไม่มีทางเล่นลวกๆ เช่นนี้ หากเป็นโจวซื่อหวนสมคบกับเป่ยจิ้งวางกับดัก ก็ยิ่งไม่มีทางส่งคนมาเพียงเท่านี้

“รายงาน!” หน่วยลาดตระเวนอีกนายควบม้ากลับมารายงาน “ที่ปากทางออกด้านเหนือของหุบเขา พบกองทัพขนาดใหญ่! ดูจากธงแล้ว...เป็นกองกำลังหลักของเป่ยจิ้ง!”

หัวใจเยี่ยนหลิงตึงขึ้นทันที “กี่คน?”

“ฝ่ายนั้นมีสามพันนาย กำลังใกล้เคียงกับเรา! แต่...แต่พวกเขาหยุดอยู่นอกปากหุบเขาห้าลี้ ไม่รุกไม่ถอย!”

ไม่รุกไม่ถอย?

ในใจเยี่ยนหลิงเต็มไปด้วยความสงสัย นางเงยหน้ามองไปยังลาดเขาทั้งสองข้าง กลางสายฝนไม่มีเงาคนเหลืออยู่แล้ว กองซุ่มโจมตีกลุ่มเล็กนั้นดูจะถอนตัวไปจริงๆ

“หวังฉิน ส่งหน่วยลาดตระเวนไปตามสืบว่ากองซุ่มนั้นมุ่งไปทางใด!”

“รับบัญชาพะยะค่ะ!”

เยี่ยนหลิงควบม้าขึ้นไปบนที่สูงใกล้ๆ จุดหนึ่ง มองไกลไปทางเหนือ

ฝนหนักค่อยๆ ซาลง กลายเป็นเพียงฝนปรอย ท้องฟ้าเริ่มสาง เส้นขอบเขาที่ห่างไกลเริ่มปรากฏชัด

ห้าลี้เบื้องหน้า กองทัพเป่ยจิ้งดำทะมึนแน่นขนัด ธงศึกปลิวไหวกลางลมยามรุ่ง ภายใต้ธงแม่ทัพ มีเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า แม้จะไกลเกินมองเห็นใบหน้า แต่ท่วงท่านั้น...

หัวใจของเยี่ยนหลิงพลันกระตุกแรง

เงาร่างนั้นคุ้นตาเกินไป ต่อให้ผ่านมาสามปี ต่อให้คั่นด้วยทหารนับพันม้าหมื่น นางก็มองออกได้ในปราดเดียว

เซียวจิ้น

เขาไม่ได้ตาย

ไม่เพียงไม่ตาย ยังกลายเป็นแม่ทัพแห่งเป่ยจิ้ง นำทัพมาปรากฏตัวที่นี่อีกด้วย

ชั่วขณะนั้น อารมณ์นานัปการถาโถมขึ้นมา—ตกตะลึง โกรธแค้น สับสนสงสัย และยังมีความรู้สึกหนึ่งที่แม้แต่นางเองก็ไม่อยากยอมรับ...โล่งใจอย่างประหลาด

เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ

“องค์หญิงใหญ่ ทัพเป่ยจิ้งเคลื่อนไหวแล้ว!” หวังฉินรีบรายงาน

เยี่ยนหลิงตั้งสติแล้วมองไป เห็นเพียงกองทัพเป่ยจิ้งเริ่มค่อยๆ ถอนทัพอย่างเป็นระเบียบชัดเจน เป็นการล่าถอยโดยสมัครใจ

เพราะเหตุใด?

ชัดๆ ว่าเขามีกำลังพอสู้ได้ อีกทั้งกองทัพฉือหลิงก็ครึ่งหนึ่งติดอยู่ในหุบเขา นี่เป็นโอกาสทองที่จะกวาดล้างศัตรู เหตุใดเขาจึงถอนทัพ?

เพราะนางหรือ?

เยี่ยนหลิงพบว่าตนเองกลับไม่กล้าคิดต่อให้ลึกกว่านั้น

“ถ่ายทอดคำสั่ง ถอนทัพทั้งหมดกลับด่านเยี่ยนหุย” นางหมุนหัวม้า น้ำเสียงเย็นแข็ง “อีกอย่าง ส่งคนไป ‘เชิญ’ หนิงหย่วนโหวมาพบข้าที่ด่าน”

...

สองชั่วยามให้หลัง ด่านเยี่ยนหุย จวนผู้บัญชาการ

เยี่ยนหลิงเปลี่ยนชุดเกราะที่เปียกชุ่มออกแล้ว สวมอาภรณ์ลำลองสีแดงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน

ภายนอกห้องโถง น้ำฝนหยดลงมาตามชายคา กระเซ็นเป็นละอองเล็กละเอียดบนพื้นหินเขียว

“หนิงหย่วนโหวมาถึงแล้ว—”

โจวซื่อหวนก้าวยาวเข้ามาในห้องโถง บุรุษวัยล่วงสี่สิบมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่แววตากลับซ่อนความมืดหม่นเจ้าเล่ห์ไว้ลึกๆ

“องค์หญิงใหญ่เสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ เปิ่นโหวก็วางใจแล้ว” โจวซื่อหวนประสานมือคำนับ “ได้ยินว่าที่หุบเขาชางหลางมีทหารซุ่ม เปิ่นโหวกำลังจะส่งกำลังไปช่วยพอดี...”

“ข่าวของหนิงหย่วนโหวช่างรวดเร็วนัก” เยี่ยนหลิงตัดบทเขา น้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเพิ่งกลับเข้าด่าน ท่านโหวก็รู้แล้วว่าที่หุบเขาชางหลางมีทหารซุ่ม”

รอยยิ้มของโจวซื่อหวนชะงักไปเล็กน้อย “เอ่อ...ทหารรักษาการณ์ประจำด่านมารายงานว่าเห็นองค์หญิงใหญ่รีบนำทัพกลับมา เปิ่นโหวก็ย่อมคาดเดาได้”

“จริงหรือ?” เยี่ยนหลิงยกถ้วยชาขึ้น จิบเบาๆ คำหนึ่ง “เช่นนั้นท่านโหวทราบหรือไม่ว่า ทหารซุ่มเป็นคนของผู้ใด?”

“ย่อมเป็นไอ้พวกเถื่อนเป่ยจิ้ง!” โจวซื่อหวนกล่าวอย่างเดือดดาล “พวกชนเถื่อนนี้เจ้าเล่ห์นัก ชอบอาศัยสภาพอากาศเช่นนี้ตั้งซุ่มโจมตี ยังดีที่องค์หญิงใหญ่ทรงพระปรีชา มิได้หลงกล!”

เยี่ยนหลิงวางถ้วยชาลง เสียงกระทบกันระหว่างถ้วยกระเบื้องกับโต๊ะไม้ดังใสกังวาน

“แต่กองทัพเป่ยจิ้งที่ข้าเห็น มิได้โจมตี กลับถอนทัพเสียด้วยซ้ำ”

ภายในห้องโถงพลันเงียบกริบ

สีหน้าโจวซื่อหวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ถอนทัพ? นี่...เป็นไปได้อย่างไร พวกเถื่อนเป่ยจิ้งอุตส่าห์รอโอกาสดีถึงเพียงนี้...”

“ท่านโหวก็คิดว่าเป็นโอกาสดี?” เยี่ยนหลิงเงยหน้ามองเขา “ก็จริง สองทัพประจันหน้า กองทัพข้าก็ติดอยู่ในหุบเขา ครบทั้งฟ้าดินคน เขากลับถอนทัพเสียแล้ว หนิงหย่วนโหวบอกข้าที ว่าเพราะเหตุใด?”

หน้าผากโจวซื่อหวนเริ่มซึมเหงื่อ “ข้า...ข้าไม่ทราบ หรือบางทีภายในเป่ยจิ้งอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง?”

“หึ” เยี่ยนหลิงลุกขึ้น เดินช้าๆ ไปหยุดตรงหน้าโจวซื่อหวน “เช่นนั้นข้าขอถามท่านโหวอีกเรื่องหนึ่ง ข่าวกรองที่ท่านให้ข้า บอกว่าหุบเขาชางหลางมีกองกำลังย่อยของเป่ยจิ้งเคลื่อนไหว ยืนกรานให้ข้าไปตรวจตราด้วยตนเอง สุดท้ายกลับทำให้ข้าถูกซุ่มโจมตี เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริงหรือ?”

“เจ้ากำลังสงสัยข้า!” โจวซื่อหวนร้อนใจ “ข้าจงรักภักดีต่อต้าเซิ่งอย่างที่สุด จะไปสมคบกับเป่ยจิ้งได้อย่างไร! ต่อให้องค์หญิงใหญ่จะหวาดระแวง ก็ต้องมีขอบเขต!”

“จริงหรือ?” เยี่ยนหลิงจ้องเขาเขม็ง “เช่นนั้นเหตุใดกองทัพเป่ยจิ้งจึงรู้เส้นทางเดินทัพและเวลาเคลื่อนกำลังของข้าได้แม่นยำถึงเพียงนี้? เหตุใดกว่าจนเป่ยจิ้งถอนทัพ กำลังเสริมของท่านโหวจึงยังมาไม่ถึง?”

ใบหน้าโจวซื่อหวนเขียวคล้ำ “องค์หญิงใหญ่ตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”

“ความหมายง่ายนิดเดียว” เยี่ยนหลิงกล่าวเรียบๆ “หากท่านโหวแก่แล้ว ก็ควรถอยออกให้ผู้มีความสามารถกว่า”

“เจ้า!” โจวซื่อหวนสูดลมหายใจลึก สีหน้ามืดมนยิ่งขึ้น “องค์หญิงใหญ่ใส่ใจเรื่องเป่ยจิ้งถอนทัพเพียงนี้ เปิ่นโหวกลับมีข้อคาดเดาอยู่ประการหนึ่ง”

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว “พูดมา”

“บางทีที่เป่ยจิ้งถอนทัพ อาจมิใช่เพราะกลัวศึก แต่เป็นเพราะ...” โจวซื่อหวนจ้องตาเยี่ยนหลิง พูดทีละคำ “พวกมันไม่อยากรบกับใครบางคน!”

ใจเยี่ยนหลิงกระตุกวูบ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“เปิ่นโหวหมายความว่า...” โจวซื่อหวนจ้องเข้าไปในดวงตาของนาง พูดเน้นทีละคำ “หากจะว่ามีคนในกองทัพสมคบกับเป่ยจิ้ง องค์หญิงใหญ่ก็น่าจะลองสงสัยตัวเองดูบ้าง!”

เยี่ยนหลิงได้ยินแล้วพลันขมวดคิ้วแน่น

จากนั้นโจวซื่อหวนก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า “โหวผู้นี้ได้ยินข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ มาเรื่องหนึ่ง ไม่สู้เล่าให้องค์หญิงใหญ่ทรงฟังดีหรือ?”

เขากล่าวว่า “แม่ทัพผู้ยกทัพมาตีต้าเซิ่งผู้นั้น เป็นเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้งที่ผงาดขึ้นมาอย่างฉับพลัน และเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้งผู้นั้น เล่ากันว่าแท้จริงก็คือเซียวจิ้น ผู้เคยเป็นองค์ประกันอยู่ในต้าเซิ่งเมื่อหลายปีก่อน!”

หากเยี่ยนหลิงไม่ได้เห็นเงาด้านหลังของเซียวจิ้นในสนามรบมาก่อน เกรงว่านางเองก็คงตกใจกับข่าวนี้เช่นกัน

แต่บัดนี้ เมื่อได้ยินอีกครั้ง กลับยิ่งตอกย้ำภาพที่นางเห็นเพียงชั่วแวบก่อนหน้านั้น

ได้ยินเพียงโจวซื่อหวนหัวเราะเย็น “เมื่อสามปีก่อน เซียวจิ้นเคยเป็น ‘ของส่วนตัว’ ขององค์หญิงใหญ่ไม่ใช่หรือ? พระองค์กักเขาไว้ในจวน ประทับตราลงบนร่าง มองเขาเป็นของต้องหวง—เรื่องนี้ คนในราชสำนักที่รู้แม้จะไม่มาก แต่ก็มิใช่ความลับ”

มือของเยี่ยนหลิงกำแน่นขึ้นฉับพลัน

“บัดนี้เขาหนีความตายมาได้ กลายเป็นแม่ทัพแห่งเป่ยจิ้ง นำทัพมาประจันหน้ากับพระองค์” โจวซื่อหวนกล่าวต่อ “แต่เขากลับถอนทัพในยามคับขัน...องค์หญิงใหญ่ ท่านว่าหรือไม่ว่า นั่นเป็นเพราะเขา—ยังอาลัยรักเก่าไม่คลาย?”

“บังอาจ!” เยี่ยนหลิงตบโต๊ะลุกพรวด ไอสังหารปะทุออกจากดวงตา

แต่โจวซื่อหวนกลับไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังหัวเราะเสียอีก “เปิ่นโหวบังอาจหรือไม่ องค์หญิงใหญ่ทรงทราบแก่พระทัยดี พระองค์รีบร้อนซักไซ้เรื่องหุบเขาชางหลางถึงเพียงนี้ ใส่ใจนักว่าเพราะเหตุใดเขาจึงถอนทัพ นี่เป็นเพราะกิจการทหารบ้านเมืองจริงๆ หรือ...เพราะในใจยังมีเยื่อใย?”

เขาหยุดเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม “หรือไม่ก็ ระหว่างองค์หญิงใหญ่กับเซียวจิ้นมีความเข้าใจกันอยู่ก่อนแล้ว? พระองค์จงใจปล่อยให้เขารอดชีวิต เขาจึงตอบแทนด้วยการไว้ไมตรีในสนามรบ—ละครฉากนี้ รับส่งกันได้งดงามจริงๆ”

“โจวซื่อหวน!” เยี่ยนหลิงตวาดก้อง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการใส่ร้ายราชวงศ์มีโทษสถานใด!”

“กระหม่อมไม่กล้าใส่ร้าย” โจวซื่อหวนประสานมือกล่าว ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน “เพียงเอ่ยความกังขาในใจออกมาก็เท่านั้น ไหนเลยจะไม่ให้คนสงสัย ในเมื่อแม่ทัพใหญ่แห่งเป่ยจิ้งคือ ‘ของส่วนตัว’ ของพระองค์ในอดีต หากเรื่องนี้แพร่กลับถึงเมืองหลวง...เกรงว่าคงมิใช่มีเพียงกระหม่อมผู้เดียวที่คิดเช่นนี้”

ภายในห้องโถง บรรยากาศเย็นเยียบจนแทบจับเป็นน้ำแข็ง

เยี่ยนหลิงจ้องโจวซื่อหวนเขม็ง อกกระเพื่อมขึ้นลง นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าเจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่จะตลบกลับมาเล่นงาน ด้วยการหยิบเอาอดีตระหว่างเซียวจิ้นกับนางมาเป็นอาวุธโจมตี

น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ หากคำพูดนี้แพร่ออกไปจริง ขั้วอำนาจในราชสำนักที่เดิมก็ไม่พอใจที่นางกุมอำนาจทหารอยู่แล้ว ย่อมฉวยเรื่องนี้ขยายความเป็นแน่

สมคบกับเป่ยจิ้ง ลอบมีใจให้แม่ทัพศัตรู ข้อหานี้หนักพอจะทำให้นางตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์

“ท่านโหวช่างมีฝีมือ” ผ่านไปนาน เยี่ยนหลิงค่อยๆ นั่งลงอีกครั้ง น้ำเสียงสงบนิ่งดังเดิม “แต่ดูเหมือนท่านโหวจะลืมไปอย่างหนึ่ง หากข้าสมคบกับเซียวจิ้นจริง วันนี้ข้าคงไม่ไปตรวจตราที่หุบเขาชางหลางและถูกลอบคำนวณเช่นนี้หรอก”

คำพูดที่มีนัยของนาง ทำให้รอยยิ้มของโจวซื่อหวนจางลงเล็กน้อย

“ส่วนเหตุใดเซียวจิ้นจึงถอนทัพ” เยี่ยนหลิงกล่าวต่อ “ข้าจะสืบให้กระจ่าง แต่ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ ขอให้ท่านโหวระวังวาจาของตนให้ดี หากข้าได้ยินข่าวลือใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้...”

นางเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ท่านโหวก็ควรรู้ดี ข้าไม่เคยขู่ลอยๆ หากจำเป็น ย่อมเอาคืนฟันต่อฟัน”

สีหน้าโจวซื่อหวนเปลี่ยนไปมาอยู่หลายครา สุดท้ายก็ได้แต่ปิดปากเงียบงัน

14,373 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: