บทที่ 42

หวนพานพบอีกครา ณ สมรภูมิ

เยี่ยนหลิงไม่เคยสืบสวนเรื่องเพลิงไหม้ครั้งนั้นเลย วันเกิดเหตุเพลิงโหม เซียวจิ้นสิ้นชีวิต นางเองก็เจ็บปวดราวตับไตแตกสลาย จึงไม่มีแก่ใจไปขบคิดให้ลึกซึ้งถึงสาเหตุของไฟ แต่ที่แท้ เพลิงครั้งนั้นกลับมิได้เรียบง่ายอย่างที่คิด

ทว่านางก็มิได้เชื่อคำของหลิ่วหานเซียงทั้งหมด

นางเปล่งเสียงเรียกชิวหลินเข้ามา

ภายในลาน ฝนใหญ่เพิ่งหยุดตก

จันทร์กระจ่างดวงหนึ่งแขวนอยู่บนฟากฟ้า แสงจันทร์ทอดเงาสะท้อนลงบนแอ่งน้ำในลาน จางบางและนุ่มนวล

ชิวหลินก้าวยาวเข้ามา เหยียบลงบนแอ่งน้ำในลานจนเงาจันทร์ดวงนั้นแตกกระจาย

“ถวายบังคมองค์หญิงใหญ่!” ชิวหลินคุกเข่าข้างเดียวคารวะ “กระหม่อมมาช้าไป”

เยี่ยนหลิงทอดสายตามองลงไปยังชิวหลิน “ยังจำเหตุเพลิงไหม้ที่จวนองค์หญิงใหญ่เมื่อสามปีก่อนได้หรือไม่?”

ชิวหลินชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใดเยี่ยนหลิงจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก้มศีรษะประสานมือ “กระหม่อมจำได้พ่ะย่ะค่ะ!”

“เป็นการลอบวางเพลิงโดยฝีมือมนุษย์หรือไม่?” เยี่ยนหลิงได้ยินแม้กระทั่งน้ำเสียงของตนเอง ก็ราวกับลอยมาจากปลายฟ้า

ชิวหลินขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของเยี่ยนหลิง พยายามคาดเดาว่านางมีเจตนาใด เหตุใดเวลาผ่านไปตั้งสามปีแล้วจึงเพิ่งมาซักถามถึงสาเหตุของเพลิงไหม้

เยี่ยนหลิงสัมผัสได้ถึงสายตาพินิจของเขา สีหน้าไม่พอใจก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า “ข้าต้องการฟังความจริง!”

ชิวหลินจึงได้แต่ก้มหน้าลง แล้วเล่าทุกสิ่งที่ตนสืบพบเมื่อสามปีก่อนออกมาจนหมดสิ้น “เพลิงครั้งนั้นไหม้อยู่ทั้งคืน หลังเหตุการณ์สงบ กระหม่อมไปตรวจดูยังจุดต้นเพลิง และพบร่องรอยของน้ำมันไฟ”

เยี่ยนหลิงหรี่ตาลง

ชิวหลินกล่าวต่อ “เมื่อสืบสาวลงไปอีก ก็พบว่าเคยมีผู้หนึ่งกว้านซื้อน้ำมันไฟในเมืองเป็นจำนวนมาก แต่คนที่ซื้อ...”

“พูดต่อ!”

ชิวหลินตอบ “เงินที่คนผู้นั้นใช้ซื้อ เป็นเงินแท่งหลวงที่หล่อขึ้นเป็นพิเศษจากในวังพ่ะย่ะค่ะ!”

ไม่ใช่เซียวจิ้น

ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยนหลิงกลับเป็นความโล่งใจ จากนั้นเมื่อรู้ตัวว่าชิวหลินกล่าวสิ่งใด นางก็เหมือนถูกหมัดหนึ่งซัดเข้าเต็มแรง

“เงินแท่งหลวงจากในวัง?” นางไม่อยากเชื่อ

“พ่ะย่ะค่ะ!”

เยี่ยนหลิงเหมือนตระหนักถึงบางสิ่ง เซถอยไปหลายก้าวอย่างโซซัดโซเซ

ในวัง...บัดนี้ผู้มีอำนาจมีเพียงเสด็จแม่กับพระอนุชา มีเพียงสองคนนั้นเท่านั้น

มีได้เพียงพวกเขาเท่านั้น

แต่เพราะเหตุใด...เพราะเหตุใดพวกเขาจึงต้องเผาจวนองค์หญิงใหญ่ด้วย?

ในห้วงสมองพลันผุดภาพที่ฮ่องเต้น้อยเรียกนางเข้าเฝ้าหลังเหตุเพลิงไหม้จวนองค์หญิง

เขาเคยบอกว่า เดิมทีฝูซุ่นคิดจะเชิญนางเข้าวัง แต่กลับถูกเฉินจี้จิ่วขัดขวาง

เขาเคยบอกว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นความผิดของเฉินจี้จิ่ว

ที่แท้...เป็นการชักน้ำเข้าลึก ผลักความผิดให้ผู้อื่นหรอกหรือ?

ความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกชนิดหนึ่งเข้าปกคลุมเยี่ยนหลิง

นี่หรือคือคำว่าในราชวงศ์ไร้แม้แต่สายใยพ่อลูก?

ต่อหน้าอำนาจ ความผูกพันทางสายเลือดจะนับเป็นสิ่งใด?

เด็กน้อยวัยหกขวบคนหนึ่ง ถึงกับรู้จักหวาดระแวงนางแล้ว

แม้นางจะเข้าใจว่า การที่ฮ่องเต้น้อยเรียกนางเข้าวังก่อนเกิดเพลิงไหม้ แปลว่าพระอนุชาไม่เคยคิดเอาชีวิตนางเลยก็ตาม

แต่นางไม่เข้าใจ ว่านางผิดสิ่งใด จึงทำให้พระอนุชาหวาดระแวงนางถึงเพียงนี้

เยี่ยนหลิงยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างอ่อนล้า แล้วโบกมือให้ชิวหลิน ถอยออกไปเสีย

...

กว่าหนึ่งเดือนต่อมา ศึกใหญ่ระหว่างสองกองทัพก็ใกล้ระเบิดขึ้นทุกขณะ

ยามฟ้าสาง เป่ยจิ้งยกทัพใหญ่มาประชิดนอกด่านเยี่ยนหุยอีกครั้ง

เยี่ยนหลิงสวมเกราะศึกสีแดงสด ขี่ม้าศึกยืนอยู่หน้ากระบวน

เบื้องหน้าเป็นทัพเป่ยจิ้งมืดทะมึนสุดสายตา หัวใจของนางกลับทุกข์ทรมานดุจถูกทอดในน้ำมันเดือด

ท้ายที่สุด นางก็หันไปมองเงาร่างใต้ธงใหญ่แห่งกองทัพกลางของเป่ยจิ้ง

เห็นเพียงว่าคนผู้นั้นนั่งอยู่บนหลังม้า มองตรงมาทางนางจากหน้ากระบวน

นางรู้ว่า เขาเห็นนางแล้ว

เยี่ยนหลิงมองตอบเซียวจิ้นเช่นกัน

“ไม่พบกันนาน องค์หญิงใหญ่” เสียงอันคุ้นเคยของเซียวจิ้นดังขึ้นเหนือสนามรบ

ครั้นได้ยินเสียงของเขากะทันหัน เยี่ยนหลิงก็รู้สึกราวกับเวลาผ่านไปคนละภพชาติ ทว่าความทรมานในใจกลับมิได้ลดน้อยลงแม้แต่นิด ตรงกันข้าม เมื่อเห็นเขาแล้วกลับยิ่งรุนแรงขึ้น

นางสูดลมหายใจลึก ใบหน้าเย็นเยียบ แล้วตวาดเสียงเย็น “เลิกพูดไร้สาระเสียที! วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้าให้จงได้!”

นางชี้ปลายหอกยาวออกไป คิ้วเข้มขึงตั้ง ประหนึ่งเทพสังหารลงมาจุติ

เซียวจิ้นเลิกคิ้ว ดูคล้ายมั่นใจอยู่เต็มอก เขาโบกมือแล้วออกคำสั่งสั้นกระชับไปยังแม่ทัพนายกองเบื้องหลัง “ฆ่า!”

เพียงคำสั่งเดียว สองทัพก็เข้าปะทะกันในพริบตา

ทั่วสนามรบพลันกลายเป็นห้วงแห่งการเข่นฆ่า

ทหารทั้งหลายบุกตะลุยห้ำหั่น เลือดสดจากบาดแผลสาดกระเซ็นลงบนผืนทรายแห่งสมรภูมิในชั่วพริบตา

เบื้องหน้าของเยี่ยนหลิงแดงฉานไปหมด

ชั่วขณะนั้น ในใจนางกลับเหมือนถูกมีดเล่มหนึ่งแทงลึกลงมา

ภาพเหตุการณ์ที่เซียวจิ้นสังหารหมู่ผู้คนทั้งเมืองในชาติก่อน เรื่องราวทั้งหลายผุดขึ้นมาแจ่มชัด ทุกสิ่งคล้ายจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

นางหลับตาลงช้าๆ หัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจ

เพราะนางลังเลอ่อนแอเอง ดังที่หรงจี้เคยพูดไว้ ภายนอกนางดูเด็ดเดี่ยวแข็งกร้าว แต่แท้จริงกลับใจอ่อนที่สุด

นางไม่ควรไว้ชีวิตเขา ให้เขาหนีกลับเป่ยจิ้งได้ นางควรฆ่าเขาตั้งนานแล้ว

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในดวงตานางไม่เหลือแม้เสี้ยวเดียวของความเมตตาและความอาลัยที่เคยมี

นางควบม้าพุ่งขึ้นหน้า ถือหอกยาวเข้าประจัญกับกองทัพของเซียวจิ้น

ทั้งฟัน ทั้งแทง ทั้งปัด ทั้งเสย สรรพกระบวนท่าล้วนถูกนำมาใช้ต่อเนื่องไม่ขาดสาย

รอบกายเว้นว่างออกเป็นวงหนึ่ง ด้วยความกล้าหาญและเชี่ยวชาญในการศึก บริเวณข้างกายนางจึงกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างไร้ผู้กล้าเข้าใกล้

เซียวจิ้นควบม้าฝ่าทัพนับหมื่นนับพันตรงเข้ามา บุกเข้ามาในวงนั้น

“คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!” เขานั่งบนหลังม้า สีหน้าหยิ่งทะนง และถือหอกยาวอยู่ในมือเช่นกัน

เพียงเยี่ยนหลิงเห็นเขา นางก็เม้มริมฝีปากก่อนจะพุ่งเข้ารับ

หอกยาวในมือนางดุจมังกร ปลายหอกตัดแสงอรุณเป็นประกายเย็นเยียบแสบตา พุ่งตรงแทงใส่เซียวจิ้น

เซียวจิ้นยกหอกขึ้นรับเช่นกัน

ชั่วขณะนั้น ทั้งสองต่อสู้กันอย่างยากจะแยกแพ้ชนะ ฝีมือสูสีกันทุกกระบวน

ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้!

การประลองระหว่างชายหญิง หญิงย่อมเสียเปรียบโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นกำลังหรือแรงส่ง ล้วนสู้บุรุษไม่ได้ ยิ่งยื้อเวลานานก็ยิ่งเสียเปรียบต่อนาง

นางใจแข็งขึ้นฉับพลัน พลิกเปลี่ยนกระบวนโจมตีอย่างรวดเร็ว หอกทุกกระบวนพุ่งตรงไปยังมือขวาของเซียวจิ้น

กระดูกสะบักขวาของเซียวจิ้นเคยบาดเจ็บสาหัสถึงสองครั้งเพราะปกป้องนางกับพระอนุชา

เมื่อเขาเสแสร้งหลอกลวงนางได้ถึงเพียงนี้ ก็ต้องชดใช้ให้สาสม

หอกเงินหมุนวาบอยู่ในมือ แทงฉับออกไปยังบาดแผลเก่าที่ไหล่ขวาของเซียวจิ้นด้วยมุมอันพิสดารยิ่ง

ม่านตาของเซียวจิ้นหดวูบ คิดจะยกขึ้นปัดป้องแต่ก็ช้าไปครึ่งจังหวะ

ปลายหอกเฉียดผ่านเกราะของเขา แม้มิได้แทงทะลุ แต่พลังหอกที่แฝงอยู่กลับสั่นสะเทือนไปถึงบาดแผลเก่า ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วทั้งแขนในฉับพลัน

เขาส่งเสียงครางต่ำ คล้ายคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลิงจะเล่นงานจุดอ่อนของเขาอย่างไร้ปรานีถึงเพียงนี้ หอกยาวในมือแทบหลุดจากการกำแน่น

“เจ้า...” เซียวจิ้นกัดฟัน ดวงตาวาบผ่านความซับซ้อนและความไม่อยากเชื่อ

“นึกไม่ถึงเลยสินะว่าเจ้าจะยังกล้าใช้มือขวารับศึก!” เสียงของเยี่ยนหลิงเย็นเยียบดุจเหล็กกล้า “เอาจุดอ่อนมาเผยต่อหน้าข้า แต่กลับไม่คิดป้องกัน ควรจะบอกว่าเจ้าซื่อเกินไป หรือโง่เขลากันแน่? คิดจริงหรือว่าครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปอีก?”

หอกยาวในมือนางแทงออกไปอีกครั้ง

มือขวาของเซียวจิ้นแทบกำหอกไม่อยู่ ได้แต่ฝืนต้านรับ

เพียงปะทะกันไม่กี่ครั้ง เขาก็ถูกบีบให้ถอยร่นติดๆ กัน

ในขณะที่เยี่ยนหลิงกำลังจะฉวยจังหวะฮึดเดียวเล่นงานเขาให้สิ้น เซียวจิ้นกลับเงยหน้าขึ้น พลันเป่าปากเป็นเสียงแหลมคม

ราวกับหมาป่าตัวหนึ่งที่ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียกฝูงหมาป่าทั้งหมดออกมา

เสียงนั้นแหวกทะลุความโกลาหลทั่วสนามรบ ส่งเข้าหูของทุกผู้คน

แทบจะในเวลาเดียวกัน

ปีกขวาของกองทัพเยี่ยนหลิง ซึ่งเป็นกำลังห้าพันนายในความดูแลของหนิงหย่วนโหว โจวซื่อหวน พลันหันเปลี่ยนทิศทาง

ไม่เพียงมิได้เข้าโจมตีทัพเป่ยจิ้ง กลับควบม้าพุ่งเข้าหากองทัพกลาง เพียงพริบตาก็ทำให้กระบวนทัพของต้าเซิ่งปั่นป่วนจนสิ้นรูป

“เกิดอะไรขึ้น?” เยี่ยนหลิงตวาดถามเสียงเฉียบ

แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นทหารองครักษ์ใกล้กายที่เดิมคอยคุ้มกันนาง ถูกกระแทกแตกกระเจิงในฉับพลัน จากที่ใดไม่รู้ปรากฏกองม้าต้าเซิ่งกองหนึ่งทะลวงแนวป้องกันเข้ามาดุจภูตผี แล้วพุ่งตรงเข้าหานาง

“คุ้มครององค์หญิงใหญ่!” เสียงของชิวหลินดังมาจากไกลออกไป ทว่าเขาถูกขวางกั้นด้วยกองทัพอันอลหม่าน จึงไม่อาจเข้ามาใกล้ได้ชั่วขณะ

เยี่ยนหลิงสะบัดหอกตีถอยผู้ลอบโจมตีสองคนที่เข้ามาถึงตัว ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงกระแสลมรุนแรงพุ่งมาจากด้านหลัง

กลับเป็นเซียวจิ้นที่สบโอกาส และร่วมมือกับกองกบฏที่เพิ่งมาถึงเสียแล้ว

นางเบี่ยงกายหลบตามสัญชาตญาณ หอกยาวของเซียวจิ้นเฉียดผ่านเกราะศึกของนางไป

ต่อมาในทันใด กองกบฏก็สาดตาข่ายผืนใหญ่ลงมา ตาข่ายนั้นครอบลงจากฟ้า คลุมทั้งคนทั้งม้าไว้ภายใน

“บังอาจ!” เยี่ยนหลิงตวาดลั่น ยกหอกขึ้นหมายจะตัดเชือกตาข่าย ทว่ากลับพบว่าเชือกนั้นทำจากวัสดุพิเศษ ทั้งเหนียวแน่นผิดธรรมดา

ทหารเป่ยจิ้งที่อยู่ด้านหลังเซียวจิ้นกรูกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว ควบคุมนางไว้ได้ในชั่วพริบตา

“พวกเจ้าเป็นคนใต้บังคับบัญชาของผู้ใด? ถึงกับกล้ากลับลำกลางศึก!” เยี่ยนหลิงดิ้นรน พลางตวาดถามกองกบฏที่สวมชุดทหารม้าต้าเซิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

ไม่มีผู้ใดตอบ

นางถูกลากลงจากหลังม้าอย่างหยาบคาย แล้วถูกคุมตัวมุ่งไปทางค่ายทัพเป่ยจิ้ง

เซียวจิ้นประคองกายมั่น มือขวาที่กำหอกไว้สั่นน้อยๆ เพราะออกแรงหนัก ใบหน้ากลับสงบนิ่ง มีเพียงแววตาลึกสุดที่แวบผ่านอารมณ์ซับซ้อนเกินหยั่ง

“ปล่อยข้า!” เยี่ยนหลิงดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าสองมือกลับถูกมัดด้วยเชือกแน่นหนาแล้ว

เซียวจิ้นควบม้าเข้ามาใกล้ช้าๆ มองลงมาที่นางจากที่สูง “องค์หญิงใหญ่ เจ้าแพ้แล้ว”

“ชั่วช้า!” เยี่ยนหลิงกัดฟันกรอด “ถึงกับกล้าส่งไส้ศึกเข้ามาแทรกในกองทัพของข้า!”

เซียวจิ้นไม่แสดงท่าทีใด เพียงยิ้มเย็นบางๆ “ผู้ชนะเป็นกษัตริย์ ผู้แพ้เป็นโจร แค่นั้นเอง เป็นอย่างไรเล่า? เมื่อก่อนมีเพียงข้าที่ต้องเป็นทาสของเจ้า แต่วันนี้กลับไม่ยอมให้เจ้ากลายเป็นเชลยของข้าหรือ?”

เซียวจิ้นโบกมือส่งสัญญาณให้ทหารพานางออกไป

เยี่ยนหลิงถูกคุมตัวพาผ่านสนามรบ ได้แต่มองดูอย่างช่วยอะไรไม่ได้ว่า เพราะการที่นางถูกจับ กองทัพต้าเซิ่งจึงเริ่มแตกขวัญ

“อย่าแตกตื่น! รักษากระบวนทัพไว้! ช่วยองค์หญิงกลับมา!” นางได้ยินเสียงชิวหลินตะโกนจนเสียงแทบขาด แต่ก็ไร้ผล

เหล่าทหารเห็นแม่ทัพใหญ่ถูกจับ ขวัญกำลังใจก็ตกฮวบ

ยิ่งกว่านั้น กองกำลังใต้หนิงหย่วนโหวยังกลายเป็นกองกบฏ หันคมดาบกลับกลางศึก ดุจซ้ำเติมหิมะให้ทับลงบนคันหลังคาอีกชั้น กองทหารรักษาด่านเยี่ยนหุยทั้งกองจึงตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเยี่ยนหลิงถูกนำตัวเข้าไปในค่ายทัพเป่ยจิ้ง นางก็หันกลับไปมองสนามรบครั้งหนึ่ง

ควันศึกคลุ้งตลบ ศพเกลื่อนกลาดไปทั่ว

ธงของต้าเซิ่งพลิ้วไหวในสายลมอย่างอ่อนแรง

หัวใจของนางร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวในฉับพลัน

นางไม่เคยเกลียดตนเองเท่าวันนี้มาก่อน

เกลียดความลังเลอ่อนแอของตน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าหนิงหย่วนโหวมีใจคิดคด ก็ยังคิดจะค่อยๆ จัดการ ค่อยๆ ขุดถอนหนอนตัวนี้ออกทีละน้อย จนสุดท้ายหนอนกลับกลายเป็นเหยี่ยว แล้วจิกตานางจนพร่าเลือน

เป็นนางเองที่ตาบอด มองสถานการณ์ไม่ออก มองความทะเยอทะยานของเซียวจิ้นไม่ทะลุ ปล่อยเสือคืนเขา จึงทิ้งภัยในภายหลังไว้ไม่สิ้นสุด

...

ภายในกระโจมใหญ่ของเป่ยจิ้ง ถ่านไฟกำลังลุกแรง ขับไล่ความหนาวนอกด่านไปได้ ทว่ากลับขับไล่ความเย็นเยือกที่ฝังอยู่ลึกในกระดูกของเยี่ยนหลิงไม่ได้เลย

นางรู้สึกหนาวเหลือเกิน บัดนี้พ่ายศึก ถูกจับเป็นเชลย กลับให้ความรู้สึกราวกับหัวใจมอดดับเป็นเถ้าถ่าน

นางถูกทหารผลักกระแทกให้คุกเข่าลงบนพรมสักหลาดหยาบกร้าน ชุดเกราะศึกบนร่างชำรุดเสียหาย มวยผมกระจัดกระจาย

ปอยผมเส้นหนึ่งที่เปื้อนเลือดแนบอยู่ข้างแก้ม มีเพียงดวงตาคู่นั้นเท่านั้นที่ยังสว่างวาบจนน่าหวาดหวั่น จ้องเขม็งไปยังที่นั่งประธานในกระโจมประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ

เซียวจิ้นที่ถูกนางจ้องมอง ถอดเกราะศึกออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมอาภรณ์แพรสีดำสนิท ครั้นเยี่ยนหลิงเห็นอักษรคำว่า “ทาส” ที่ถูกสลักรอยไหม้อยู่บนร่างเขาโดยไม่ตั้งใจ แววตาอาฆาตของนางก็หยุดชะงัก ขนตาสั่นระริกอย่างแรง

เซียวจิ้นในชุดแพรหันกายกลับมา รับผ้าจากมือบ่าวรับใช้ แล้วค่อยๆ เช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนมืออย่างไม่รีบร้อน

ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเหมือนมองข้ามนางไปอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งเช็ดคราบแดงสุดท้ายที่ซอกนิ้วสะอาดหมดจด

เซียวจิ้นจึงยกตาขึ้น มองเยี่ยนหลิงในที่สุด สายตานิ่งลึกดุจบ่อน้ำโบราณไร้ระลอก

ท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้ ทำให้เยี่ยนหลิงคล้ายมองเห็นเซียวจิ้นคนเดิมในจวนองค์หญิงใหญ่ยามนั้น ตอนที่เขาก้มหน้าฝนหมึก เขียนบัตรเชิญ แววตาก็สงบนิ่งเช่นนี้เอง ซ้ำในเวลานั้น ภายในดวงตาเขายังมีความเชื่องอยู่เสี้ยวหนึ่งด้วย

ก็เพราะสายตาสงบเย็นเช่นนี้เอง ที่หลอกนางได้สำเร็จ!

แต่เวลานี้ ภายใต้ความนิ่งสงบแบบเดียวกัน นางกลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงกระแสเชี่ยวกรากอันชวนให้ใจสั่นสะท้านที่ซ่อนอยู่ลึกในดวงตาเขา

“รสชาติของการเป็นเชลยเป็นอย่างไรบ้าง องค์หญิงใหญ่?” เขาเอ่ยขึ้นแล้ว เสียงนั้นทำลายบรรยากาศอึมครึมหนักอึ้งภายในกระโจม

เยี่ยนหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาทันที ความแค้นในดวงตานางร้อนแรงเข้มข้น แผดเผาจนแม้แต่สายตาของเซียวจิ้นก็เหมือนจะเจ็บแปลบไปด้วย

10,801 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: