บทที่ 43

ฐานะพลิกผัน

เยี่ยนหลิงเหยียดแผ่นหลังให้ตรง พยายามรักษาศักดิ์ศรีของตนไว้สุดกำลัง ก่อนแค่นหัวเราะเย็นชาออกมาคราหนึ่ง “เซียวจิ้น ข้าคงประมาทเจ้าเกินไปจริงๆ กระมัง เพิ่งได้อำนาจขึ้นมาเพียงวันเดียว ก็ลำพองถึงเพียงนี้แล้ว? แต่ถึงอย่างไร ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเจ้าเคยคุกเข่าอยู่แทบเท้าข้า ส่ายหางอ้อนวอนขอความเมตตาไม่ได้อยู่ดี!”

แววตาของเซียวจิ้นเย็นเยียบลงฉับพลัน เขาโยนผ้าผืนนั้นทิ้งไปด้านข้าง ลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ ก้าวมาหยุดตรงหน้านาง

เงาร่างสูงใหญ่ทอดคลุมลงมา พร้อมแรงกดดันไร้รูปที่ทำให้อากาศหนักอึ้ง

“อย่างไร? องค์หญิงไม่ยินยอมอยู่ในใจสินะ!” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ พลางเชยคางเยี่ยนหลิงขึ้น บังคับให้นางสบตาเขา “แต่องค์หญิง บัดนี้ผู้ที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าข้า คือพระองค์ต่างหาก”

เยี่ยนหลิงกัดฟันกรอด ความชิงชังในดวงตาราวกับจับต้องได้

ทันใดนั้นม่านเต็นท์ก็ถูกเปิดผึงออก แม่ทัพนายกองเป่ยจิ้งหลายคนพกกลิ่นสุราเต็มกาย บุกพรวดเข้ามาด้วยท่าทางโอหัง

ภายในกระโจมพลันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหยาบคายและคำด่าทอเสียงดัง

“ท่านแม่ทัพ ชัยชนะครั้งนี้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ต้องฉลองกันให้เต็มคราบ!” นายกองเครารุงรังผู้หนึ่ง เมามายจนตาพร่า เพียงก้าวเข้ามาก็เห็นเยี่ยนหลิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น สายตาจับจ้องอยู่บนร่างนาง ไล่มองขึ้นลงอย่างไม่ปิดบังความลามก “จุ๊ๆ นี่หรือองค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งต้าเซิ่ง? สมแล้วที่เป็นหญิงงาม ถึงจะกลายเป็นสุนัขไร้บ้านไปแล้ว หน้าตาก็ยังชวนลิ้มลองอยู่ดี!”

อีกคนพลอยหัวเราะประหลาดตามมา “นั่นสิ! ท่านแม่ทัพ นังนี่ฆ่าพี่น้องพวกเราไปตั้งเท่าไร จะปล่อยให้นางรอดง่ายๆ ได้อย่างไร? มิสู้...ให้พวกพี่น้องสนุกกันก่อนสักหน่อย ถือเป็นการระบายแค้นแทนพี่น้องที่ตายไป!”

ถ้อยคำสกปรกหยาบช้าจนสุดจะทนฟัง

ใบหน้าของเยี่ยนหลิงซีดเผือด นางขบกรามแน่น เล็บจิกฝ่ามือตนเองลึกจนแทบจมเนื้อ กระนั้นก็ยังเชิดศีรษะสูง ไม่ยอมเผยอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย

มีเพียงหัวไหล่ที่สั่นน้อยๆ เท่านั้นที่เปิดโปงความตื่นตระหนกซึ่งนางพยายามกดซ่อนไว้สุดชีวิต

แม่ทัพเครารุงรังผู้นั้นอาศัยฤทธิ์สุรา กลับยื่นมือเข้ามาคว้าชายเสื้อที่ขาดวิ่นของเยี่ยนหลิงจริงๆ นิ้วหยาบกร้านนั้นแทบจะสัมผัสผิวเนื้ออันบอบบางของนางอยู่แล้ว

เยี่ยนหลิงรู้สึกขยะแขยงเย็นวาบไปทั้งกาย

“ไสหัวไป!” นางตวาดเสียงกร้าว สีหน้าตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าในที่สุด ก่อนจะถอยกรูดไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล ขยับกายหนีอย่างน่าเวทนา

ในเสี้ยวขณะที่มือนั้นกำลังจะตกลงบนร่างเยี่ยนหลิง...

“พอได้แล้ว!”

เสียงของเซียวจิ้นที่เจือความโกรธดังสนั่นขึ้นอย่างฉับพลัน กระแทกใส่กระโจมจนบรรยากาศทั้งมวลหยุดชะงักในชั่วพริบตา

แม่ทัพเครารุงรังยังค้างมืออยู่กลางอากาศ ก็ถูกเซียวจิ้นจับข้อมือไว้แล้วเหวี่ยงออกไปอย่างแรง

นายกองผู้นั้นล้มกระแทกพื้น เงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ท่านแม่ทัพ? สตรีผู้นี้...”

เซียวจิ้นไม่แม้แต่จะชายตามองเขา เพียงหันไปจ้องเยี่ยนหลิงที่กำลังตื่นตกใจ ดวงตาดำลึกยากหยั่ง น้ำเสียงเรียบเฉยจนแทบโหดเหี้ยม “ลากออกไป ลงโทษตามกฎทัพ”

ทหารองครักษ์สองนายรีบก้าวเข้ามา ประคองตัวนายกองที่ยังมึนงงลากออกไปทันที

“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ โปรดไว้ชีวิต...” เสียงร้องขอเมตตาหายลับไปนอกกระโจมอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงไม้ลงทัณฑ์อันหนักหน่วง และเสียงร้องครวญครางที่พยายามกดกลั้น

นายทหารคนอื่นที่เข้ามาด้วยกันสร่างเมาไปกว่าครึ่งในบัดดล ต่างเงียบกริบเหมือนจักจั่นหน้าหนาว

“ออกไปให้หมด!” เซียวจิ้นคำรามใส่พวกเขา

ครั้นผู้คนจากไปหมดแล้ว

เซียวจิ้นจึงหันกลับมามองเยี่ยนหลิง

เห็นเพียงเยี่ยนหลิงกำลังโงนเงนพยายามลุกขึ้น มือหนึ่งกำชายเสื้อที่ขาดวิ่นไว้แน่น พยายามรวบปกเสื้อเข้าหากันจนข้อกระดูกนิ้วขาวซีด

ภายใต้ท่าทีที่ฝืนข่มตนเองนั้น คือความตกใจและความอัปยศที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้เลย

มุมหนึ่งในใจของเซียวจิ้นคล้ายถูกเข็มเล่มเล็กแทงเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว จนเกิดความเจ็บหน่วงละเอียดแปลกประหลาดขึ้นมา

เขาเบือนสายตาหนี ราวกับกำลังอธิบายการกระทำที่ไม่สมควรของตนเมื่อครู่ น้ำเสียงแข็งกระด้าง “น่ารำคาญ ภาพเมื่อครู่นั่นสกปรกตาเสียจริง!”

ทว่าเยี่ยนหลิงกลับเหมือนเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้นฉับพลัน เปลวโทสะในดวงตาแทบพุ่งทะลักออกมา

ความโกรธพัดซัดเยี่ยนหลิงทั้งร่าง นางถามกลับด้วยเสียงแหบพร่า “สกปรกตาเจ้าหรือ? เซียวจิ้น เก็บหน้ากากจอมเสแสร้งของเจ้าไปเสีย! ตอนนั้นเจ้ากล้าล่อลวงให้ข้าติดพิษด้วยการใช้ตัวเองเป็นเหยื่อ ทั้งยังแสร้งอ่อนแอ หลบหนีไปอย่างเงียบเชียบ แล้วยังชักนำพวกเก่าของอ๋องหยงให้มาล้อมสังหารข้าอีก มีเรื่องชั่วช้าต่ำทรามอะไรที่เจ้าทำไม่ลงบ้าง? แล้วบัดนี้ยังมาเสแสร้งว่าตนสูงส่งอันใดอีก!”

ร่างของเซียวจิ้นชะงักไปชั่วขณะ เขาจ้องเยี่ยนหลิงนิ่งๆ มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเข้มข้นนั้น แววตายิ่งมืดลง ลึกลง จนยากจะหยั่งถึง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ เพียงคราเดียว หากรอยยิ้มไม่เคยไปถึงดวงตา กลับมีเพียงความอ้างว้างเย้ยหยัน

“หลอกให้เจ้าติดพิษหรือ?” เขาทวนคำของนาง ก่อนเอ่ยช้าๆ “หากข้าอยากฆ่าเจ้าจริง แต่ไหนแต่ไรข้ามีโอกาสนับไม่ถ้วนที่จะทำให้เจ้าตายอย่างเงียบเชียบ เหตุใดต้องอ้อมค้อมให้ยุ่งยากเช่นนั้น?”

เยี่ยนหลิงได้ฟังก็นิ่งงัน

“ส่วนพวกเก่าของอ๋องหยง...” เซียวจิ้นก้าวเข้ามาอีกก้าว กลิ่นอายกดดันคุกคาม “เจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือ ว่าเหตุใดพวกมันจึงรู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าได้แม่นยำถึงเพียงนั้น ถึงกับไปดักซุ่มอยู่นอกจวนองค์หญิงใหญ่? เจ้าแน่ใจจริงหรือว่าเป็นข้าที่ส่งข่าว?”

เขาจ้องรูม่านตาของนางที่หดเกร็งลงฉับพลัน แล้วกล่าวทีละคำ “คือเยี่ยนเฟยอวี่! เขาเป็นคนยื่นยาพิษให้ข้าด้วยมือตนเอง แต่กลับบอกข้าว่านั่นเป็นเพียงยาสลบ หลังจากข้าตกหลุมพรางแล้ว เขาก็ไปแจ้งพวกเก่าของอ๋องหยงให้มาลอบสังหารเจ้า”

เยี่ยนหลิงพลันนึกถึงข่าวที่เยี่ยนเฟยอวี่รีบหนีออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังหนานเจียง

ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมร้อยเข้าหากันในทันที แล้วนางก็เพิ่งพบว่า ต้นเหตุแห่งความชิงชังที่ตนมีต่อเซียวจิ้นในชาตินี้ แท้จริงกลับมีความจริงเช่นนี้ซ่อนอยู่

เมื่อนึกถึงแผนการของเยี่ยนเฟยอวี่ในเมืองหลวง นึกถึงความหวาดระแวงที่พระอนุชาเยี่ยนรุ่ยมีต่อนาง ความเย็นเยียบก็พุ่งขึ้นจากฝ่าเท้าในชั่วพริบตา แช่แข็งสรรพางค์กายจนแทบขยับไม่ได้

เซียวจิ้นเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะหยันออกมาครั้งหนึ่ง “อย่างไร? เจ้ายังไม่เชื่ออีกหรือ?”

ในเสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยตนเองและความเศร้ารันทด “เยี่ยนหลิง ในสายตาเจ้า ข้าเป็นคนอย่างไรกันแน่? เจ้าเล่ห์อำมหิต? เนรคุณ? หึ ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใด ในสายตาเจ้าก็ล้วนมีเจตนาแอบแฝงทั้งนั้น”

น้ำเสียงของเขาพลันสูงขึ้น อารมณ์ที่กดทับไว้นั้นคล้ายลาวาหลอมเหลวซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ในที่สุดก็เผยเค้าลางออกมาสายหนึ่ง “ข้าต่างหากที่อยากถามเจ้า ว่าข้า เซียวจิ้น ไปทำสิ่งใดล่วงเกินเจ้ากันแน่?”

เยี่ยนหลิงมองเซียวจิ้นที่ควบคุมตนไม่อยู่ ริมฝีปากขยับอยู่ครู่ใหญ่ แต่ไม่อาจเอ่ยวาจาใด

เพราะเจ้าเป็นเซียวจิ้น ทุกสิ่งในชาติก่อนจึงกลายเป็นบาปดั้งเดิมของเจ้า

นางหลบสายตาของเซียวจิ้น แทบไม่กล้าสบตาเขา

ความรู้สึกร้อนแรงของเซียวจิ้นแทบทะลักออกมาตรงหน้านาง แต่นางกลับไม่กล้าเผชิญ

ทว่าเซียวจิ้นมิได้คิดจะปล่อยนางไป

จู่ๆ เขาก็ยื่นมือมาคว้าข้อมือนาง แรงบีบแน่นราวจะบดกระดูกให้นางแตกละเอียด

“ไป!”

“เจ้าจะพาข้าไปที่ใด? ปล่อยนะ!” เยี่ยนหลิงดิ้นรน แต่เมื่อพบว่าไม่อาจหลุดพ้นจากแรงพันธนาการของเซียวจิ้นได้ ก็ถูกเขาลากออกจากกระโจม พลิกกายขึ้นม้า แล้ววางนางไว้ด้านหน้าตน

อาชาศึกทะยานไปอย่างรวดเร็ว ฝ่าลมหนาวคมกริบ ลัดผ่านค่ายทหารที่ตั้งอยู่ทั่วสนามรบ มุ่งตรงเข้าสู่ภายในด่านเป่ยจิ้ง

กระทั่งพานางมาถึงหลงเฉิง เมืองชายแดนของเป่ยจิ้ง ณ ตำหนักนอกของเจ็ดหวงจื่อ

ตำหนักนอกในรัตติกาลดุจอสูรยักษ์ที่ซุ่มหมอบอยู่ในความมืด

เซียวจิ้นลากนางก้าวเข้าสู่ลานเรือน ก่อนทั้งสองจะจมหายเข้าไปในความมืด

เขากอดรัดนางไว้ ไม่สนใจการดิ้นรนขัดขืน พานางตรงขึ้นไปยังหอชมทัศน์ที่สูงที่สุด

เขาพลิกกายกระโดดขึ้นไป ทั้งสองยืนอยู่เหนือยอดวัง ชายคาช่อฟ้าเชิดชูชันราวชี้ตรงสู่ท้องนภา

ที่แห่งนี้มีทัศนวิสัยยอดเยี่ยม พอมองเห็นเงาเลือนรางของค่ายทหารชายแดนที่เรียงรายอยู่ไกลออกไป ตลอดจนโครงร่างของเมืองหน้าด่านเยี่ยนหุยแห่งต้าเซิ่ง

สงครามเบื้องไกลใกล้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงกำแพงหักพังและซากปรักหักพังที่อบอวลด้วยความวังเวง

สายลมราตรีพัดกระหน่ำจนชายอาภรณ์ของทั้งสองพลิ้วสะบัด

ใต้เท้าคือห้วงมืดมิดไร้ก้น หากพลาดเพียงน้อยก็ย่อมแหลกเหลวเป็นผุยผง

ระหว่างที่ต่อสู้ยื้อยุดกับนางก่อนหน้า มือของเซียวจิ้นถูกเล็บของนางข่วนเป็นแผลอยู่รอยหนึ่ง เลือดค่อยๆ ซึมออกมา

แต่เขากลับไม่ใส่ใจ ใช้นิ้วที่เปื้อนโลหิตนั้น เชยคางเยี่ยนหลิงขึ้นอย่างแรง แฝงความโหดร้ายบางเบา บังคับให้นางมองมาที่ตน

แสงจันทร์กับเปลวไฟสงครามที่ยังไม่มอดดับเบื้องไกลส่องกระทบคิ้วตาอันล้ำลึกของเขา ตรงนั้นมีอารมณ์รุนแรงที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนกำลังปั่นป่วนอยู่—ความเจ็บปวด ความโกรธ ความไม่ยอมรับ และความดื้อดึงเกือบสิ้นหวังสายหนึ่ง

“องค์หญิง” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า เจือกลิ่นคาวเลือดและไอหนาวของสายลมราตรี กระทบอยู่ข้างริมฝีปากนาง “ข้าไม่ใช่สุนัขของพระองค์หรือ?”

เขาขยับเข้ามาใกล้ ปลายจมูกแทบแตะกัน เปลวร้อนแรงและคำกล่าวโทษในดวงตาไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย “เช่นนั้นเหตุใด...พระองค์ถึงไม่กล้าแม้แต่จะมองข้าสักครั้ง?”

“เซียวจิ้น...” เยี่ยนหลิงรู้สึกเพียงความอัปยศสุดขีด การยั่วยุของเขาบดขยี้ศักดิ์ศรีของนางทีละน้อย นางบีบชื่อของเขาออกมาจากไรฟัน ก่อนหัวเราะหยันอย่างชิงชัง “จะฆ่าจะแกงก็เชิญ หากองค์หญิงผู้นี้ขมวดคิ้วแม้เพียงครึ่งเสี้ยว ก็ไม่ใช่เชื้อสายสกุลเยี่ยน!”

พลันนั้นข้อมือก็เย็นวาบ

สัมผัสเย็นเยียบของโลหะมาพร้อมเสียง “คลิก” ของตัวล็อกที่ขบเข้าหากัน เยี่ยนหลิงก้มมองลงไปฉับพลัน เห็นเพียงโซ่ทองเส้นละเอียดเส้นหนึ่งสะท้อนแสงเย็นเยียบใต้แสงจันทร์ ถูกล็อกแน่นอยู่ที่ข้อมือของนาง

ปลายอีกด้านหนึ่งของโซ่ทอง ถูกกำอยู่ในปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของเซียวจิ้น

โซ่เส้นนี้ประณีตอย่างยิ่ง เพียงเห็นก็รู้ว่าใช้ความพยายามไม่น้อย เซียวจิ้นวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วจริงๆ!

“จะฆ่าจะแกงหรือ?” เซียวจิ้นทวนคำของนาง มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งไร้ไออุ่น เปลวไฟมืดดำสุมอยู่ในดวงตา

เขาก้มกายเข้าใกล้ ระยะชิดจนทำให้นางเห็นเงาตนเองที่ทั้งอับอายและยับเยินสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาดำลึกของเขา “ข้าจะทนเห็นองค์หญิงตายง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า?”

ลมราตรีพัดปอยผมที่ไม่ได้มัดของเขาให้ปลิวมาไล้แก้มของนาง นำเอากลิ่นควันดินปืนที่ตกค้างจากสนามรบ กับกลิ่นอายเย็นสะอาดแต่แฝงอันตรายบนกายเขามาด้วย

มือที่เขากุมโซ่ทองไว้ค่อยๆ กระชับแน่นขึ้น วงโซ่กระทบกันเกิดเสียงใสกังวานแต่เย็นเยียบ ดังเด่นอยู่บนหอสูงอันเงียบงันนี้อย่างบาดหู

“ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายหรอก” เขากดเสียงต่ำช้า เอื้อนทีละคำ ดุจมีดทื่อกรีดลงบนเนื้อ

มองเยี่ยนหลิงที่ถูกโซ่ทองพันธนาการไว้ เขากลับยิ้มออกมาช้าๆ “ความจริง ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว องค์หญิง...”

เยี่ยนหลิงพยายามสะบัดหนี แต่โซ่ทองนั้นแข็งแรงผิดคาด ความยาวก็พอเหมาะพอดีจนจำกัดการเคลื่อนไหวของนาง ไม่อาจดิ้นได้มากไปกว่านี้ มีเพียงปล่อยให้โลหะรัดลึกเข้าไปในเนื้อทีละน้อยอย่างเปล่าประโยชน์

ยิ่งโกรธถึงขีดสุด นางกลับหัวเราะออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นเยียบเย็นดุจผลึกน้ำแข็งอาบพิษ “เซียวจิ้น! เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

“ข้าต้องการอะไรหรือ?” เซียวจิ้นคลายแรงลงนิดหนึ่ง แต่ยังไม่ปล่อยโซ่

เขายืดกายตรง สายตากวาดผ่านพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความโกรธของนาง ก่อนทอดมองไปยังโครงร่างเลือนรางของเมืองหน้าด่านซึ่งเป็นของต้าเซิ่งในความมืดไกลโพ้น ที่นั่นยังมีประกายไฟจากการต่อสู้อีกเพียงประปราย ดุจหิ่งห้อยที่กำลังดิ้นรนก่อนดับสิ้น

“เมื่อสามปีก่อน เพลิงไหม้ในจวนองค์หญิงใหญ่นั่น” เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน น้ำเสียงลอยไปตามสายลม ฟังดูห่างไกลเลือนราง “เผาผลาญความหวังสุดท้ายของเซียวผู้นี้ไปจนสิ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ข้าหนีรอดไปได้ และจุดความเพ้อฝันอันโง่งมที่ข้ามีต่อองค์หญิงขึ้นมาอีกครั้ง”

เขาหันกลับมามองนางอีกครั้ง ดึงสายตานางไว้แน่น อารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในแววตานั้นเกือบจะเป็นความอ่อนโยนที่โหดร้าย “เจ้าว่าข้าเสแสร้ง ว่าข้าคิดคำนวณทุกอย่าง แต่องค์หญิง เจ้ารู้หรือไม่ ว่าตอนที่ข้าเห็นเจ้าคอยวางแผนทุกสิ่งให้ฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ย เห็นเขาอาศัยอำนาจของเจ้าค่อยๆ นั่งบัลลังก์ให้มั่นคงทีละก้าว เห็นเขา...ท้ายที่สุดกลับยกคมมีดแห่งความระแวงมาจ่อใส่เจ้า ข้ากำลังคิดอะไรอยู่?”

เขาถามเองตอบเอง น้ำเสียงสงบนิ่งจนน่าหวาดกลัว “ข้ากำลังคิดว่า แผ่นดินที่เจ้าปกป้องอยู่ ราชวงศ์เยี่ยนที่เจ้าจงรักภักดีนี้ มันคุ้มค่ากับที่เจ้าทุ่มเทจนหมดสิ้นหรือไม่ ถึงได้มองไม่ออกด้วยซ้ำว่าคนข้างกายตนเองเป็นคนหรือผี”

เขาเอ่ย “มิสู้ให้ข้าทำลายมันเสียดีหรือไม่ ข้าจะจับเยี่ยนรุ่ยมาคุกเข่าขอขมาต่อหน้าเจ้า ดีหรือเปล่า?”

“คนบ้า! เจ้ามันคนบ้า!” หัวใจของเยี่ยนหลิงเย็นเฉียบ เสียงยิ่งแหลมสูง “เจ้ากล้าทำอันใดเขาแม้แต่นิดเดียวลองดูสิ!”

“คนบ้าหรือ?” เซียวจิ้นหัวเราะต่ำ เสียงหัวเราะกระจายไปกับลมกลางคืน ทั้งรันทดทั้งหมกมุ่น “อาจจะใช่กระมัง” เขากระชากโซ่ทองเข้าหาตัวกะทันหัน เยี่ยนหลิงไม่ทันตั้งตัว เซถลาเข้าหาเขา แล้วถูกมืออีกข้างโอบรัดเอวไว้แน่น

ทั้งสองยืนอยู่บนยอดหอสูง ใต้เท้าคือห้วงอากาศมืดดำชวนเวียนศีรษะ เบื้องหน้าคืออกแกร่งร้อนผ่าวของเขา

เขาก้มศีรษะลง ริมฝีปากแทบชิดใบหูนาง ลมหายใจร้อนจัด แต่ถ้อยคำกลับเย็นยิ่งกว่าสายลมบนที่สูงแห่งนี้

“ข้าต้องการเพียงให้องค์หญิงมีชีวิตอยู่—”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ทุกถ้อยคำเหมือนถูกบดออกมาจากทรวงอก เจือรสหวานสนิมของโลหิต พร้อมความแค้นและความไม่ยอมจำนนอันมหาศาล

“มีชีวิตอยู่ เพื่อมองดูด้วยตาตนเอง ว่าข้าจะค่อยๆ รื้อถอนความหยิ่งผยองอันแข็งกร้าวในกายเจ้า ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว อย่างไร”

“มีชีวิตอยู่ เพื่อมองดูด้วยตาตนเอง ว่าข้าจะค่อยๆ ทำลาย...แผ่นดินต้าเซิ่งที่เจ้าสาบานปกป้องด้วยชีวิต ทีละก้าว ทีละก้าว อย่างไร”

วงโซ่ดังแผ่วเบาตามปลายนิ้วที่เขากระชับแน่น เยี่ยนหลิงรับรู้ได้ชัดเจนถึงความเย็นยะเยือกที่ข้อมือ

“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าไม่ใช่องค์หญิงใหญ่แห่งต้าเซิ่งอีกต่อไป” เขาปล่อยมือที่ยึดกายนางไว้ แล้วค่อยๆ พันโซ่ทองรอบฝ่ามือตน ราวกับกำลังเล่นกับของสงครามชิ้นหนึ่งที่ต้องตกเป็นของเขาแน่นอน สายตาลึกล้ำตรึงอยู่บนใบหน้าที่ขาวซีดดุจกระดาษของนาง “เจ้าเป็นเพียงนักโทษของข้า”

ความต้องการแย่งชิงและครอบครองในดวงตาของเขา ปรากฏชัดแจ้งจนมิอาจมองข้าม

นางไม่เคยรู้เลยว่าเขาเริ่มมีความคิดสุดโต่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด คิดจะครอบครองนาง ถึงขั้น...คิดจะทำลายนาง

แสงจันทร์ซีดขาว สาดให้เห็นบนยอดหอสูง หญิงสาวในอาภรณ์แดงที่ขาดวิ่น มีข้อมือพันด้วยโซ่ทอง ยืนอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มในชุดดำสนิท เรือนผมดำขลับ ราวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับราตรี

เยี่ยนหลิงรับสายตาที่มั่นหมายจะเอาชนะของเขา กดกลืนรสเลือดที่ตีขึ้นมาที่ลำคอ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เย็นเยียบยิ่งนักออกมาครั้งหนึ่งเช่นกัน

“เซียวจิ้น” นางเอ่ยเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนผิดปกติ ทุกถ้อยคำดุจหยกน้ำแข็งกระทบกัน “เช่นนั้นเจ้าก็ควรภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน อย่าให้ข้ามีโอกาสได้เมื่อไร...”

นางยกข้อมือที่ถูกโซ่ทองล่ามไว้ขึ้น โซ่เส้นนั้นพันรัดอยู่บนข้อมือเรียวเล็กของนาง ดูงดงามและประหลาดพิกลในคราวเดียว

“มิฉะนั้น ข้าจะต้องทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความอัปยศของวันนี้ด้วยตนเองแน่”

สายลมพัดผ่านหอสูง โบกเรือนผมที่หลุดรุ่ยของนางให้พลิ้วไหว ทั้งยังสะบัดแขนเสื้อกว้างของเขาไปตามแรงลม

แววตาของเซียวจิ้นมีประกายยากคาดเดาวาบผ่าน “เช่นนั้นข้าจะคอยดู”

12,575 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: