บทที่ 46
ข่าวมรณกรรมของมารดาผู้ให้กำเนิด
หลายวันต่อมา ภายในพระราชวังเป่ยจิ้ง
ในท้องพระโรงทองคำ ฮ่องเต้เป่ยจิ้งประทับสูงอยู่เหนือบัลลังก์มังกร ในพระหัตถ์ยังทรงถือหนังสืออยู่ พลางเหลือบพระเนตรมองบุรุษที่คุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงราวกับมองมดปลวก
“เจ้าร้องขอให้ข้าตกลงเรื่องอภิเษกกับองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซิ่ง เกรงว่าคงคิดใช้เรื่องนี้คุ้มนางเอาไว้กระมัง?” พระเนตรของฮ่องเต้ยังคงหยุดอยู่บนหน้าหนังสือ เพียงแบ่งพระทัยส่วนหนึ่งมาที่เซียวจิ้น ท่าทีเมินเฉยถึงขีดสุด
เซียวจิ้นก้มศีรษะคุกเข่าอยู่กลางมหาท้องพระโรง ดวงตาดำสนิทราวเหวลึก
ตลอดสามปีนับแต่กลับจากแคว้นเซิ่ง ฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อเขาไม่ต่างจากมดปลวก เป็นเพียงตัวแปรหนึ่งที่ควบคุมได้ เป็นหมากตัวหนึ่งที่ทรงหยิบมาบีบคั้นเล่นได้ตามใจ
เซียวจิ้นหลุบตานิ่งไม่เอ่ยคำ เพียงแต่สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำหมัดแน่นไปนานแล้ว
ฮ่องเต้เป่ยจิ้งแค่นหัวเราะสั้นๆ ก่อนจะซัดหนังสือในพระหัตถ์ใส่ตัวเซียวจิ้นอย่างแรง จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน แรงกดดันไร้รูปสายหนึ่งแผ่ปกคลุมลงมาอย่างฉับพลัน “สามปีก่อนเจ้ากลับจากแคว้นเซิ่ง เรื่องข่าวคราวของที่นั่นกลับไม่ยอมปริปากสักคำ บัดนี้เพื่อสตรีนางหนึ่ง กลับยอมมาร้องขอข้าแล้ว”
บรรยากาศภายในท้องพระโรงตึงเครียดขึ้นในพริบตา
เสียงแผ่วเบาที่องครักษ์ใกล้ชิดของฮ่องเต้ทั้งสองข้างขยับมือแตะด้ามดาบ ยิ่งทำให้เซียวจิ้นสูดลมหายใจลึก “ลูกมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” เขาได้ยินตนเองตอบเช่นนั้น ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมด้วยความไม่ยินยอม
“มิบังอาจ?” ฮ่องเต้เสด็จลงจากขั้นหยกอย่างช้าๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเซียวจิ้น “ข้าว่าเจ้าน่ะบังอาจยิ่งนัก”
แม้แต่กลิ่นหอมเฉพาะของชันมังกรบนพระวรกายฮ่องเต้ เซียวจิ้นยังได้กลิ่นชัดเจน กลิ่นนั้นอบอวลจนน่าอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
“หึ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะร้องขอการอภิเษกครั้งนี้ไปเพื่ออะไร” ฮ่องเต้ตรัสต่อ “แต่เจ้าต้องจำไว้ เจ้าไม่ใช่เพียงบุตรของข้า ทว่ายังเป็นเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้งด้วย”
ถ้อยคำนั้นมีนัยลึกซึ้งนัก
แต่เซียวจิ้นเข้าใจดี ฮ่องเต้กำลังเตือนเขาถึงหน้าที่ในฐานะองค์ชาย และยิ่งกำลังเตือนเขาถึงสำนึกที่ตัวประกันซึ่งได้กลับแผ่นดินเกิดควรมี
ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ คุณค่าของเขาไม่เคยอยู่ที่สายโลหิตหรือความผูกพันพ่อกับลูก สิ่งที่จับต้องได้จริงมีเพียงเขาจะนำสิ่งใดมาให้เป่ยจิ้งได้บ้างเท่านั้น
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมายังเซียวจิ้นที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างสูงส่งเหนือศีรษะ
ภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยบรรยากาศพร้อมชักดาบเข้าฟาดฟัน ท่ามกลางความเงียบงันอันยาวนาน มีเพียงเสียงเปรี๊ยะเบาๆ จากเปลวเทียนเป็นครั้งคราว
“เอาอย่างนี้เถิด” ในที่สุดฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้น น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่กลับทำให้เซียวจิ้นใจสั่นยิ่งกว่าเดิม “ใช้เรื่องอภิเษกครั้งนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยน เจ้าจงวาดแผนผังการวางกำลังป้องกันของแคว้นเซิ่งมาให้หมด”
แผ่นหลังของเซียวจิ้นแข็งค้างในฉับพลัน
ฮ่องเต้ตรัสจบก็มิได้เร่งรัด เพียงแต่รอคอย ราวนายพรานที่อดทนที่สุดผู้หนึ่ง
“เสด็จพ่อ” เซียวจิ้นได้ยินเสียงของตนเองสะท้อนก้องอยู่ในท้องพระโรงอันว่างเปล่า “ตอนอยู่แคว้นเซิ่ง ลูกถูกกักบริเวณมาโดยตลอด เกรงว่าจะเขียนแผนผังการป้องกันที่รัดกุมอะไรไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกกักบริเวณ?” ฮ่องเต้เลิกพระขนง “เท่าที่ข้ารู้ องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซิ่งผู้นั้นให้ความสำคัญกับเจ้ายิ่งนักไม่ใช่หรือ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับนาง เจ้าจะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ หรือ?”
หัวใจของเซียวจิ้นค่อยๆ จมดิ่งลงทีละน้อย
ดูราวกับฮ่องเต้ทรงมั่นพระทัยนักว่าเขาต้องรู้แผนผังการตั้งรับของต้าเซิ่งอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นเขาเพียงคุกเข่าเงียบไม่ยอมเอ่ย ฮ่องเต้ก็แค่นหัวเราะ “ดูท่าเจ้าคงไม่ใส่ใจมารดาเจ้ากระมัง”
เซียวจิ้นเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ในที่สุดแววตาตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้น
“มารดาเจ้าอยู่ในตำหนักเย็นมานานเท่าใดแล้วนะ ให้ข้าคิดก่อน แปดปี หรือเก้าปี?” ฮ่องเต้ตรัสช้าๆ พลางชื่นชมความเจ็บปวดที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเซียวจิ้น “ได้ยินมาว่าช่วงนี้ร่างกายนางไม่สู้ดี คำวินิจฉัยของหมอหลวง เกรงว่าจะไม่อาจประคองผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้”
“เสด็จพ่อ...” เสียงของเซียวจิ้นสั่นระริกปนวิงวอน
“ข้าคิดว่า...” ฮ่องเต้ตัดบทเขาในทันที “ในคืนอภิเษกของเจ้า เจ้าคงอยากให้มารดาเจ้าปรากฏตัวมาอวยพรการแต่งงานกระมัง?”
ทุกถ้อยคำของฮ่องเต้ราวกับกริชอาบยาพิษ เล็งแทงเข้าใส่จุดลึกสุดที่เร้นซ่อนอยู่ในใจเซียวจิ้นอย่างแม่นยำ
เขาระลึกถึงมารดาขึ้นมาอย่างพร่าเลือน ดวงตาคู่นั้นที่อ่อนโยนของนาง
ระลึกถึงก่อนตนถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่แคว้นเซิ่ง มารดาเคยกอดเขาไว้แล้วร่ำไห้อย่างเจ็บปวด ดวงตาร้องไห้จนเกือบมองไม่เห็น
หยาดเหงื่อไหลจากขมับ หยดลงบนพื้นศิลาอันปูด้วยทองและหิน
เขากระทั่งรู้สึกได้ว่าฟันของตนกระทบกันดังกรอดๆ เพราะความชิงชังที่ไม่อาจข่มกลั้น
ท้ายที่สุด เขาก็ยอมอ่อนข้อ “ลูก...รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฮ่องเต้เป่ยจิ้งบรรลุจุดประสงค์ ก็พยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย “เช่นนี้จึงค่อยสมเป็นบุตรของข้า ถอยไปได้”
เซียวจิ้นค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วถอยหลังออกจากท้องพระโรง
จนกระทั่งพ้นออกมานอกตำหนัก เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองบานประตูตำหนักที่ปิดสนิทตรงหน้า แววตาฉายความโหดเหี้ยมรุนแรงวาบผ่าน ทว่าลึกลงไปยิ่งกว่านั้นกลับเป็นความไร้หนทาง
ลมพัดลอดเข้ามาในอาภรณ์ พาไอหนาววังเวงนอกตำหนักซัดสาดเข้ามา ในใจเขาราวกับมีรอยแยกปริออก
วันหน้า หากเยี่ยนหลิงล่วงรู้เรื่องแผนผังการป้องกัน เกรงว่านางคงไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่
เช่นนี้แล้ว เขากับเยี่ยนหลิงคงได้แต่ยิ่งห่างออกไปทุกที
แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น
ลมยิ่งแรงขึ้น พัดใบไม้ร่วงหน้าตำหนักให้ลอยคว้างหมุนวนในอากาศ ก่อนจะร่วงกลับลงพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
เซียวจิ้นหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วก้าวเดินต่อไป
เมื่อกลับถึงตำหนักเจ็ดหวงจื่อ ก็เป็นยามดึกแล้ว
ส่วนลึกของจวน แสงเทียนริบหรี่ดุจเมล็ดถั่ว
เซียวจิ้นนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ตรงหน้าคือกระดาษเซวียนขาวสะอาดแผ่นหนึ่งที่คลี่ออกแล้ว
มือของเขาลอยค้างอยู่เหนือหน้ากระดาษ มือที่กำพู่กันกลับไม่ยอมวางลงเสียที
หลิ่วชงซึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือเห็นเช่นนั้น ก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “องค์ชาย พวกเราจะต้องมอบแผนที่ทั้งหมดที่สืบเสาะและวางเครือข่ายอยู่ในแคว้นเซิ่งมาหลายปี ถวายแก่ฮ่องเต้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เซียวจิ้นกัดฟันแน่น ไม่ตอบคำถามของเขา เพียงตวาดเสียงเย็น “เจ้าออกไป”
หลิ่วชงถอนใจเฮือกหนึ่ง ประสานมือคำนับแล้วหันหลังจากไป
บัดนี้ในห้องเหลือเพียงเขาผู้เดียว
เซียวจิ้นสะบัดพู่กันออกไปอย่างฉุนเฉียว หมึกพุ่งเป็นเส้นโค้งในอากาศ สาดลงบนพรม ทิ้งรอยหมึกดำลึกเอาไว้หนึ่งรอย
เขาทรุดนั่งอยู่ที่เดิมอย่างหมดเรี่ยวแรง มองเปลวเทียนที่สั่นไหวอยู่บนโต๊ะหนังสือเพียงลำพัง ก่อนยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว
โดยไม่เห็นเงาร่างของสตรีสายหนึ่งวาบผ่านนอกหน้าต่าง
เวลานี้ ภายในเรือนที่เยี่ยนหลิงอาศัยอยู่ในจวน
สตรีนางหนึ่งค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้เรือน คนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น หากเป็นหลิ่วหานเซียงนั่นเอง
ทันทีที่เข้าใกล้ นางก็ถูกองครักษ์สองนายที่เฝ้าอยู่นอกเรือนขวางทางไว้
“คุณหนูหลิ่วโปรดหยุด! ที่แห่งนี้แม่ทัพมีคำสั่งไว้ ห้ามผู้ใดก้าวเข้าไปเด็ดขาด”
หลิ่วหานเซียงเห็นดังนั้น จึงยกหีบแพรทรงสี่เหลี่ยมในมือขึ้นเล็กน้อย สีหน้ามั่นอกมั่นใจ “ข้านำชุดเจ้าสาวมาให้องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซิ่ง สตรีจะสวมชุดแต่งงาน อย่างไรก็ต้องลองดูเสียหน่อยว่าขนาดพอดีตัวหรือไม่ หากอีกสามวันเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ข้าไม่ขอรับผิดชอบ”
“นี่...” องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากัน ความกระอักกระอ่วนและความหวั่นเกรงวาบผ่านสีหน้า
สุดท้ายพวกเขาก็ยอมปล่อยทางให้หลิ่วหานเซียง “คุณหนูหลิ่ว เชิญ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเบาๆ แต่ยังไม่ทันรอให้คนในห้องตอบ หลิ่วหานเซียงก็ผลักประตูเข้าไปแล้ว
เยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้าต่าง ด้านหลังลากโซ่ทองเส้นยาวเอาไว้
นางทอดสายตามองภาพเหี่ยวโรยในลานเรือน ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแล้วก็ยังไม่หันกลับมา
“องค์หญิงใหญ่” หลิ่วหานเซียงเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้าไป “ข้ามาตามคำสั่งแม่ทัพ นำชุดเจ้าสาวมาส่งให้ท่าน”
นางวางหีบแพรลงบนโต๊ะ แต่กลับไม่เปิดออก เพียงเดินวนไปยังข้างกายเยี่ยนหลิง มองแผ่นหลังเย็นเยียบของอีกฝ่าย ดวงตาเปี่ยมด้วยความชิงชังเข้มข้น ทว่านางก็รีบกดมันลงในพริบตา “ฤดูหนาวของเป่ยจิ้งหนาวกว่าแคว้นเซิ่งมากนัก จริงหรือไม่?”
ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็หันกลับมาช้าๆ สายตาตกลงบนร่างหลิ่วหานเซียงผู้เอ่ยปาก ก่อนจะเหลือบไปยังหีบแพรบนโต๊ะไกลออกไป ทว่ามองเพียงแวบเดียวก็หันกลับไปอีก “ไสหัวไป!”
เพียงคำเดียว แต่เต็มไปด้วยไอสังหาร
ความเกลียดชังที่หลิ่วหานเซียงเพิ่งข่มลงได้ ปะทุขึ้นดุจภูเขาไฟในฉับพลัน จนยากจะกดไว้ “ข้าเพิ่งมาจากห้องหนังสือของแม่ทัพ เจ้าเดาสิว่าข้าเห็นอะไร?”
นางเดินอ้อมเยี่ยนหลิงไปอีกด้าน ถ้อยคำเย้ยหยัน “แม่ทัพกำลังวาดแผนผังการป้องกันของแคว้นเซิ่ง เพื่อมอบถวายฮ่องเต้เป็นค่าตอบแทนในการแต่งเจ้า เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติได้แล้ว หมากไร้ค่าอย่างเจ้า ยังมีค่าถึงเพียงนี้”
เยี่ยนหลิงหันกลับมาฉับพลัน เปลวเทียนสว่างดับในดวงตาของนาง สะท้อนเป็นแสงเย็นเยียบลึกไร้ก้นบึ้ง “ต้องให้ข้าพูดซ้ำอีกครั้งหรือไม่? ไสหัวไป!”
แววตาของนางดุร้ายชวนพรั่นพรึง นิ้วชี้ไปทางประตู “เอาชุดเจ้าสาวของเจ้าไป แล้วออกไปจากที่นี่!”
หลิ่วหานเซียงชะงักไป ก่อนจะยิ่งเดือดดาล “นักโทษยังกล้ากำแหง ก็เพราะอาศัยว่าแม่ทัพยังเห็นเจ้าเป็นของใหม่เท่านั้น! รอให้พวกเจ้าแต่งกันแล้ว ข้าจะคอยดูว่าเมื่อใดแม่ทัพจะเบื่อหน่ายเจ้า!”
พูดจบ หลิ่วหานเซียงก็ถลึงตาขวับใส่เยี่ยนหลิงอย่างแรง ก่อนสะบัดแขนเสื้อจากไป
ประตูถูกเปิดออกอย่างรีบร้อน แล้วก็ปิดลงอย่างรีบร้อน ราวกับทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
ภายในห้อง เปลวเทียนยังคงสั่นไหว
เยี่ยนหลิงยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าต่าง มิไหวติงแม้แต่น้อย
เซียวจิ้นทำให้นางเจ็บปวดจนหัวใจแตกสลายไปนานแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดหัวใจกลับยังเจ็บถึงเพียงนี้
นอกลานเรือน หลิ่วหานเซียงอุ้มหีบแพรจากไปด้วยความขุ่นเคือง ภายใต้สายตาตกตะลึงขององครักษ์สองนาย นางหันกลับมาเตือนว่า “เรื่องที่วันนี้ข้ามาที่นี่ อย่าได้บอกแม่ทัพ!”
องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากัน เมื่อเห็นหีบแพรยังอยู่ครบถ้วนดังเดิม ก็เข้าใจได้ทันทีว่าหลิ่วหานเซียงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ
ทั้งสองจึงย่อมรับปากตามที่หลิ่วหานเซียงขอ เรื่องน้อยกว่าก็ย่อมดีกว่าเรื่องมาก
...
ยามที่วาดแผนที่เสร็จพอดี ฟ้าก็เริ่มสางพอดิบพอดี
เซียวจิ้นนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น มองแสงรุ่งอรุณส่องลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามา ฉายให้เห็นความยุ่งเหยิงในห้องและร่องรอยอดนอนทั้งคืนอย่างไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นได้
บนโต๊ะ แผนผังการป้องกันยังมีหมึกไม่ทันแห้ง ขุนเขา เมือง ป้อมด่าน และกำลังทหารประจำการ ล้วนปรากฏเด่นชัดบนหน้ากระดาษ
นี่คือผลแห่งชีวิตตัวประกันของเขา บวกกับการจัดวางกำลังลับหลังกลับแผ่นดินมาอีกสามปี เป็นหยาดเหงื่อแรงใจทั้งหมดของเขา
หลิ่วชงเก็บม้วนภาพอย่างเงียบงัน ใส่ลงในกระบอก ก่อนใช้ครั่งปิดผนึก
ครั้นเงยหน้าขึ้นกลับเห็นดวงตาเซียวจิ้นแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด คางเกร็งแน่น ร่างทั้งร่างตึงเครียดดุจคันธนูที่ถูกดึงจนสุด เพียงอีกนิดก็จะขาดสะบั้น
“องค์ชาย...” หลิ่วชงอ้าปากเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
เซียวจิ้นโบกมือ น้ำเสียงแหบพร่า “ส่งไปเถิด”
กระบอกทองแดงถูกม้าด่วนส่งเข้าวัง ไม่นานถึงครึ่งวัน พระราชโองการกับตราสั่งการทหารก็ถูกพระราชทานลงมา ทว่าไม่ได้มอบให้เซียวจิ้น
ฮ่องเต้เป่ยจิ้งแต่งตั้งฮั่วเจิ้น แม่ทัพเพียวฉี เป็นแม่ทัพใหญ่ ให้ระดมพลในทันที อาศัยแผนผังการป้องกันที่เซียวจิ้นถวาย ยกทัพลงใต้ เข้าโจมตีด่านสำคัญหลายแห่งของชายแดนเหนือแคว้นเซิ่งโดยตรง
ศึกสงครามคืบหน้าไปอย่างราบรื่น จนแทบเกินกว่าที่ทุกคนคาดหมาย
ฮั่วเจิ้นเป็นแม่ทัพชื่อดังแห่งเป่ยจิ้ง เชี่ยวชาญการศึกอย่างโชกโชน ส่วนหนิงหย่วนโหวแห่งชายแดนเหนือของแคว้นเซิ่งกลับเปิดเมืองต้อนรับศัตรูเสียเอง ความคิดที่เขาคิดอยู่ กลับเป็นการอ้อนวอนให้เป่ยจิ้งหนุนหลังตนขึ้นครองราชย์
กองทัพเป่ยจิ้งจึงบุกทะลวงลึกเข้าไปในแผ่นดินชั้นในของแคว้นเซิ่งอย่างไม่ติดขัด
รายงานชัยชนะปลิวเข้ากรุงเป่ยจิ้งราวเกล็ดหิมะ คนทั้งแคว้นล้วนปลื้มปีติ
ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยอย่างยิ่งในท้องพระโรง ทรงไม่ตระหนี่ถ้อยคำชื่นชมต่อความจงรักภักดีของเจ็ดหวงจื่อเซียวจิ้น แต่กลับไม่ตรัสถึงเรื่องย้ายมารดาของเขาออกจากตำหนักเย็นแม้แต่คำเดียว
หลายเดือนต่อมา กองทัพใหญ่ของฮั่วเจิ้น ภายใต้การสนับสนุนจากกบฏหนิงหย่วนโหว แทบไม่พบการต่อต้านที่แท้จริงก็ฉีกแนวป้องกันด่านสุดท้ายของแคว้นเซิ่งออกได้ ปักกำลังลงตรงจุดชีพจรของแคว้นเซิ่งโดยตรง
เมืองหลวงแคว้นเซิ่ง ฮ่องเต้น้อยถูกฮั่วเจิ้นจับเป็น ข่าวนี้ส่งถึงพระราชวังเป่ยจิ้ง ผู้คนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี มีเพียงจวนเจ็ดหวงจื่อเท่านั้นที่ปกคลุมด้วยความเงียบงันดุจสุสาน
เซียวจิ้นห้ามคนเบื้องล่างจัดงานฉลองหรือบรรเลงดนตรี และยิ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำข่าวนี้ไปบอกเยี่ยนหลิง
...
รุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ประตูวังเพิ่งเปิด
เซียวจิ้นก็ยืนอยู่หน้าตำหนักหย่างซินแล้ว ฉลองพระองค์ขุนนางสีดำเข้มถูกละอองน้ำค้างยามเช้าซึมชื้นเล็กน้อย
ในมือเขากำขนจิ้งจอกหิมะผืนหนึ่งแน่น มารดากลัวหนาวนัก หากได้เห็นคงต้องดีใจแน่
“ฝ่าบาทยังทรงพบขุนนางอยู่ องค์ชายโปรดรอสักประเดี๋ยว” ขันทีใหญ่ถือแส้ปัดฝุ่น หนังตาตกครึ่งหนึ่งอย่างเฉยชา
การรอนี้ ยาวนานถึงสองชั่วยาม
ยามแสงอาทิตย์ไต่ขึ้นบนกระเบื้องเคลือบสีชาด ในที่สุดประตูตำหนักจึงแง้มออกเป็นรอยหนึ่ง
ฮ่องเต้เพิ่งเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จ กำลังให้เหล่าข้ารับใช้ถวายการล้างพระโอษฐ์ เมื่อเห็นเซียวจิ้นคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ก็เพียงยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย “มาขอเข้าเฝ้าถี่นักนะ”
“ลูกมาถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจิ้นชูขนจิ้งจอกหิมะเหนือศีรษะ “เป็นหนังสัตว์บรรณาการใหม่จากชายแดนเหนือ ลูกคิดจะนำมาถวายมารดา...”
“มารดาเจ้าใช้สิ่งนี้ไม่ได้แล้ว” ฮ่องเต้ตัดบทเขาทันที ทรงรับผ้าร้อนจากนางกำนัลมาประคบพระพักตร์ เสียงลอดผ่านผ้าไหมออกมาอู้อี้ “สามวันก่อนตำหนักเย็นเกิดเพลิงไหม้ ปีกด้านข้างทรุดพังไปกว่าครึ่ง”
มือที่ชูขนจิ้งจอกของเซียวจิ้นแข็งค้างอยู่กลางอากาศ
“เคราะห์ดีที่คนไม่เป็นอะไร” ฮ่องเต้ตรัสเสริมอย่างเนิบช้า “ข้าได้ให้นางย้ายไปพักฟื้นที่สวนตะวันตกแล้ว”
สวนตะวันตก——นั่นคือสวนร้างห่างไกลกว่าตำหนักเย็นเสียอีก เป็นสถานที่ฝังกระดูกของบรรดาพระสนมซึ่งสิ้นความโปรดปรานในราชวงศ์ก่อน
“เสด็จพ่อ!” หน้าผากของเซียวจิ้นโขกลงบนอิฐทองคำอย่างแรง “มารดาร่างกายอ่อนแอ สวนตะวันตกทิ้งร้างมาหลายปี เกรงว่า...”
“อย่างไร?” ฮ่องเต้เปิดผ้าร้อนออก เผยให้เห็นดวงพระเนตรลึกเกินหยั่ง “เจ้าคิดว่าข้าทำให้นางลำบากงั้นหรือ?”
ภายในตำหนักเงียบงันราวหลุมศพ
เซียวจิ้นได้ยินแม้แต่เสียงฟันของตนกระทบกัน เขาก้มตัวต่ำลงกว่าเดิม “ลูกมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่มารดามีโรคตาเรื้อรัง ไม่ทราบว่าจะทรงเมตตาให้ลูกไปเยี่ยม ส่งโอสถบำรุงไปบ้างได้หรือไม่...”
“ไม่จำเป็น” ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน ลายมังกรสีเหลืองอร่ามพาดผ่านสายตาที่ก้มต่ำของเซียวจิ้น “หมอหลวงบอกว่ายามนี้นางต้องเลี่ยงลม ควรพักฟื้นอย่างสงบ หากเจ้ามีใจกตัญญู รอหลังอภิเษกแล้ว ข้าย่อมจัดให้พวกเจ้าสองแม่ลูกได้พบกันเอง”
หลังอภิเษก
สี่คำนี้ดุจแท่งน้ำแข็งแหลมคม แทงทะลุเข้าไปในปอดและอวัยวะภายในของเซียวจิ้น
เขายังคงคุกเข่าอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเงาร่างของฮ่องเต้หายลับหลังฉากบังตา จนกระทั่งเสียงแหลมของขันทีร้องว่า “ถอยออกไป——” ดังเสียดแทงแก้วหู
ครั้นออกจากวัง แดดกลางวันก็แผดจ้าเต็มที่
แต่เซียวจิ้นกลับรู้สึกหนาว เป็นความหนาวที่ซึมออกมาจากไขกระดูก เมื่อผ่านหัวมุมถนนยาว เขาพลันหยุดฝีเท้า มองไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ——นั่นคือที่ตั้งของสวนตะวันตก กำแพงวังชั้นแล้วชั้นเล่าซ้อนทับกัน มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
“องค์ชาย?” หลิ่วชงจูงม้ารออยู่หน้าประตูวัง เห็นใบหน้าเขาซีดขาว ก็เหมือนอยากพูดแต่ไม่กล้า
“ไปสืบ” เซียวจิ้นพลิกขึ้นหลังม้า เสียงกดต่ำยิ่งนัก “รายละเอียดเรื่องไฟไหม้ตำหนักเย็นเมื่อสามวันก่อน ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ห้ามตกหล่นแม้แต่คนเดียว”
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นถนนหินเขียวดังกรับๆ ฟังแล้วชวนให้ใจหวาดผวา
เซียวจิ้นกำบังเหียนแน่น ข้อนิ้วขาวซีด
คำพูดของฮ่องเต้ไร้ช่องโหว่ ทว่าพระเนตรที่หลบเลี่ยง การเปลี่ยนเรื่องอย่างรีบเร่ง...ล้วนเต็มไปด้วยพิรุธ
มารดาอยู่ที่สวนตะวันตกจริงหรือ?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น มันก็แผ่ขยายดุจเถาวัลย์รัดแน่น จนเขาแทบหายใจไม่ออก
สิบปีในฐานะตัวประกัน สิ่งแรกที่เขาเรียนรู้คือการตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะต่อบิดาผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระองค์นั้นที่แม้แต่สายเลือดในอกก็ยังใช้เป็นหมากได้
...
“องค์ชาย” หลิ่วชงลอบเข้ามาในห้อง ใบหน้าดูไม่น่ามองนัก “ขันทีนางกำนัลที่เข้าเวรในตำหนักเย็น ถูกสับเปลี่ยนไปเก้าส่วนในสามวัน คนที่เหลืออยู่ไม่กี่นางเป็นแม่นมชรา เช้านี้ก็ถูกส่งไปเฝ้าสุสานหลวงหมดแล้ว”
เป็นดังที่คิดจริงๆ
เซียวจิ้นหลับตาลง ทุกเบาะแสถูกตัดขาดสะอาดหมดจด ราวถูกคนใช้มีดเฉือนทิ้งไปพร้อมกัน
“ทางสวนตะวันตกเล่า?”
“แน่นหนาราวถังเหล็ก ล้วนเป็นทหารองครักษ์หน้าตาแปลกตา คนของพวกเราเข้าใกล้ไม่ได้เลย” หลิ่วชงหยุดไปเล็กน้อย “แต่คนเฒ่าคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ก่อไฟบอกว่า คืนที่เกิดเพลิงไหม้ คนทั้งตำหนักของพระสนมล้วนติดอยู่ข้างใน เสียงร้องโหยหวนดังอยู่ทั้งคืน คนที่อยู่ข้างในถูกไฟคลอกตายทั้งหมด ไม่น่าใช่อุบัติเหตุ กลับเหมือน...จงใจวางเพลิงมากกว่า”
เซียวจิ้นลืมตาขึ้นฉับพลัน เลือดในดวงตาพลุ่งพล่านเดือดพล่าน
เกรงว่ามารดาจะไม่ได้ถูกย้ายไปสวนตะวันตกเลย
นางไม่มีทางรอดออกมาจากกองเพลิงนั้นด้วยซ้ำ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น