บทที่ 47
เคียดแค้นฝังลึกถึงกระดูก
ราตรีมืดมิดประหนึ่งอสูรร้ายตัวหนึ่ง อ้าปากลึกดำทะมึนออกกว้าง ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความมืดราวกับถูกมันกลืนกินไปแล้ว
พระนครเอกทอดกายนอนราบอยู่เหนือแผ่นดิน แผ่ร่างอันยาวเหยียดออกไปไม่สิ้นสุด
ลมกรรโชกแรงดุจคมมีด พุ่งปะทะร่างเซียวจิ้นที่ควบม้ามาอย่างเร่งร้อน ชายเสื้อของเขาถูกพัดสะบัดดังพึ่บพั่บกลางสายลม
เซียวจิ้นควบอาชาพยศทะยานผ่านท้องถนน ดาบที่เอวข้างหนึ่งยังคาดอยู่แน่น ครั้นมาถึงหน้าประตูวัง เขาก็กระโดดลงจากหลังม้าในทันที
ทหารยามหน้าประตูวังรีบเข้ามาขวาง “เจ็ดหวงจื่อพ่ะย่ะค่ะ ในพระราชวังห้ามพกอาวุธเข้าไป ขอเชิญพระองค์ปลดดาบก่อน”
เซียวจิ้นหน้าตึงเย็นจัด กัดฟันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะกดอารมณ์อันเชี่ยวกรากในใจไว้ ไม่อยากฉีกหน้ากับฮ่องเต้เป่ยจิ้งตรงๆ สุดท้ายจึงเหวี่ยงดาบลงกับพื้นเสียงดัง
เขามุ่งตรงไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้อย่างไร้อุปสรรคตลอดทาง
หอกยาวสองเล่มไขว้ขวางตรงอกเอาไว้ สีตาเซียวจิ้นพลันวาบเย็น เขายกมือผลักออกทันที “หลีกไป!”
เขาบุกพรวดเข้าไปตรงๆ ประตูใหญ่ถูกชนจนเปิดออก ส่งเสียงเอี๊ยดยาวอย่างฝืนกำลัง
ฮ่องเต้ทรงบรรทมไปแล้ว ถูกเสียงเอะอะปลุกให้สะดุ้งตื่น รีบรุดอ้อมฉากบังลมออกมา ครั้นเห็นว่าเป็นเซียวจิ้น สีพระพักตร์ก็เย็นลงฉับพลัน “เจ้ามาทำอะไร ดูสภาพตัวเองสิ รีบร้อนบุกเข้ามาเช่นนี้เหมือนอะไร” พระองค์ชี้หน้าด่าเขา “หากไม่มีเหตุผลมากพอ ข้าจะเอาผิดเจ้าแน่!”
“มารดาข้าอยู่ที่ใด”
ฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อย หนวดเคราสั่นระริก แต่กลับมีความรำคาญแฝงอยู่หลายส่วน “ข้าบอกแล้วว่านางอยู่ที่ตำหนักซีหยวน”
“ข้าต้องการพบมารดา!”
ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อ ความรำคาญยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นความไม่ใส่ใจ “นางถูกย้ายออกจากตำหนักเย็นแล้ว เจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก รอจนถึงวันอภิเษก หากนางเต็มใจ ย่อมมาร่วมงานเอง”
ประกายเย็นลึกล้ำวาบผ่านดวงตาเซียวจิ้น
หากเป็นก่อนหน้านี้ พอได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ เขาคงเข้าใจว่ามารดาปลอดภัยดีเสียแล้ว ถึงขั้นซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา
แต่บัดนี้ หลังจากรู้แล้วว่าบรรดาสาวใช้ในตำหนักของมารดาในตำหนักเย็นล้วนถูกไฟคลอกตาย เขาไม่คิดเช่นนั้นอีก
เสด็จพ่อบอกว่า หากมารดาเต็มใจ นางก็จะมาร่วมพิธีอภิเษกของเขาเอง แต่...มารดาจะไม่เต็มใจมางานมงคลของเขาได้อย่างไร
เกรงว่าคงพรากจากกันคนละภพ หวนกลับมาไม่ได้อีกแล้วกระมัง
จึงใช้คำพูดเช่นนี้มาหลอกเขา
ทว่าในใจของเขายังคงกอดเก็บความหวังริบหรี่เสี้ยวหนึ่งไว้
“ให้ข้าพบนาง!” น้ำเสียงของเซียวจิ้นเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก แต่ในความเด็ดขาดนั้นกลับมีการวิงวอนอันเจ็บปวดลึกซึ้งปะปนอยู่
ในที่สุดจักรพรรดิก็พิโรธ ถูกมดปลวกตัวหนึ่งยั่วท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความอดทนของพระองค์ก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว “ข้าจะไม่ให้เจ้าไปพบนาง” พระองค์ตรัสอย่างไม่อ้อมค้อม “ตอนนี้ ไสหัว...ออกไปจากที่ของข้าเสีย!”
เป็นเช่นนั้นจริงๆ!
ในใจเซียวจิ้นหัวเราะเย็นชา
เกรงว่าอีกฝ่ายคงส่งตัวคนออกมาไม่ได้เสียมากกว่า
เซียวจิ้นไม่คิดเสียเวลากับพระองค์อีก หันหลังเดินจากไปทันที
ในหัวของเขายังเป็นสายพระเนตรเย็นชาไร้ปรานีของฮ่องเต้ ใจยิ่งแน่วแน่ขึ้นว่าจะขบถต่อใต้หล้านี้เสียให้สิ้น
เซียวจิ้นไม่ได้กลับจวน
เขาเหมือนกระบี่ที่ชักออกจากฝักแล้ว เร่งฝีเท้าฝ่าค่ำคืนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายมาหยุดอยู่หน้าเรือนจำหลวง
เขาอ้อมไปยังประตูข้าง เคาะเบาๆ สามครั้ง สองสั้นหนึ่งยาว
ประตูข้างของเรือนจำหลวงเปิดแง้มออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นใบหนึ่ง
คนผู้นั้นพอเห็นเซียวจิ้น ก็มีแววประหลาดใจวาบผ่านตา ก่อนจะรีบหลบทางให้ “องค์ชาย”
“ตัวคนอยู่ที่ใด” เซียวจิ้นกวาดตามองรอบด้าน เห็นว่าไม่มีผู้ใดสังเกต จึงก้าวเข้าไปด้านในตรงๆ
“ห้องขังใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทำตามคำสั่งของพระองค์ พยายามรักษาชีวิตเขาไว้ให้ถึงที่สุดแล้ว แต่ฮั่วเจิ้นทรมานเขารุนแรงเกินไปจริงๆ...”
ถ้อยคำที่เหลือไม่ได้เอื้อนต่อ แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าคนในปากของเขาผ่านการทารุณที่เกินมนุษย์ทนมาปานใด
เซียวจิ้นไม่ตอบ อ้อมหลบทหารลาดตระเวน แล้วมาถึงเรือนหลังเล็กอันไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งในลานด้านหลัง
เขาเปิดแผ่นอิฐบนพื้นออกหนึ่งแผ่น ใต้แผ่นอิฐนั้นกลับเป็นทางลับที่ทอดตรงลงสู่ห้องขังใต้ดิน
“ทำได้ไม่เลว” เซียวจิ้นเอ่ยชมลอยๆ ประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินลงไปข้างล่างตรงๆ
ทางลับเย็นชื้นมืดสลัว ดูก็รู้ว่าถูกปิดตายมานานมากแล้ว
ส่วนลึกสุดของทางลับก็คือห้องขังห้องนั้น
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าหยาบกร้านขดตัวอยู่ในมุมห้อง มือเท้าล้วนสวมตรวน ร่างเต็มไปด้วยคราบเลือด
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่คล้ายเยี่ยนหลิงอยู่ห้าส่วน
เขาก็คือเยี่ยนรุ่ย ฮ่องเต้น้อยแห่งแคว้นเซิ่ง ผู้ถูกเป่ยจิ้งจับเป็นเชลย
สายตาทั้งสองประสานกัน
ในดวงตาเยี่ยนรุ่ย เซียวจิ้นเห็นความว่างเปล่าตายด้านที่ไม่สมกับวัย มันคือความทรุดโทรมหลังผ่านความแปรผันใหญ่หลวงในชีวิต
“ข้าจะปล่อยเจ้าไป” เซียวจิ้นเปิดประเด็นตรงๆ
เยี่ยนรุ่ยเงยหน้าพรวดขึ้นทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
“มาร่วมมือกับข้าเถิด!”
...
สามวันให้หลัง ในวังหลวงเป่ยจิ้งมีข่าวแพร่ออกมา ฮ่องเต้ผู้ถูกปลดแห่งแคว้นเซิ่ง เยี่ยนรุ่ย ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหลวง เพราะทนต่อความอัปยศอดสูไม่ไหว จึงผูกคอตายเมื่อคืนก่อน
ฮ่องเต้มีรับสั่งให้คนจัดการศพอย่างลวกๆ แล้วโยนไปกองรวมที่สุสานไร้ญาติ
เมื่อข่าวนี้ส่งมาถึงจวนเจ็ดหวงจื่อ เซียวจิ้นกำลังอยู่ในห้องหนังสือ
เขาฟังหลิ่วชงรายงานไป พลางเล่นปิ่นทองเล่มหนึ่งอยู่ในมือ
“องค์ชาย ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ ศพที่สุสานไร้ญาติก็เก็บกวาดสะอาดแล้ว” หลิ่วชงก้มหน้ารายงาน “เยี่ยนรุ่ยถูกส่งออกนอกเมืองตามแผนแล้ว”
เซียวจิ้นลูบคลำลายดอกเหมยบนปิ่นทอง ดวงตาเครือคลุมจนยากหยั่ง “มีเยี่ยนรุ่ยอยู่ พวกเราจะช่วยเขากอบกู้บ้านเมืองกลับคืน ก็ย่อมมีเหตุผลอันชอบธรรม”
ร่างของหลิ่วชงสั่นสะท้านอย่างแรง ราวกับได้ยินเรื่องที่ใหญ่โตเกินคาด เขารีบก้มหน้าลงทันที
เซียวจิ้นจ้องปฏิกิริยาของหลิ่วชง ความเย็นเยียบในดวงตาค่อยๆ ก่อตัว
ทว่าอีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยออกมาว่า “องค์ชาย หากพวกเราทำเช่นนี้ ก็เท่ากับทรยศแคว้นมิใช่หรือ...”
“ทรยศแคว้น?” เซียวจิ้นหัวเราะเย็น “หากใต้หล้ารวมเป็นหนึ่งแล้ว จะยังมีแคว้นใดให้ทรยศอีก?”
หลิ่วชงเบิกตากว้างฉับพลัน เงยหน้าขึ้นด้วยความตระหนก แต่กลับปะทะเข้ากับดวงตาลุ่มลึกดุจหุบเหวของเซียวจิ้น ในส่วนลึกของนัยน์ตาคู่นั้นกำลังมีเปลวไฟที่พร้อมพลิกคว่ำทุกสิ่งลุกโชนอยู่
...
คืนหยวนเซียว ประทีปงามเพิ่งสว่างทั่วเมือง
เยี่ยนหลิงมองชุดกระโปรงของสตรีรับใช้ในเกาะเผิงไหลแล้วมิได้ขยับกาย
นั่นเป็นชุดอ่าวฉวินที่สตรีสูงศักดิ์แห่งเป่ยจิ้งนิยมสวมกัน สีขาวนวลดุจแสงจันทร์ ปักลายซ่อนด้วยดิ้นเงิน รอบคอประดับขนจิ้งจอกหิมะหนึ่งชั้น
“องค์ชายตรัสว่า คืนนี้จะพาท่านไปชมโคมเจ้าค่ะ” สาวใช้ก้มหน้า “ขอเชิญคุณหนูเปลี่ยนฉลองพระองค์”
เยี่ยนหลิงยังคงไม่ไหวติง นางนั่งอยู่หน้าาต่าง โซ่ทองบนข้อมือสะท้อนแสงเย็นวาบใต้เปลวเทียน
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากนอกประตู เซียวจิ้นผลักประตูเข้ามา
วันนี้เขาเปลี่ยนเป็นชุดลำลองเช่นกัน เสื้อคลุมแพรสีดำสนิท ทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกดำ ทำให้ความสง่างามแห่งองค์ชายจางลงไปหลายส่วน กลับดูคล้ายคุณชายผู้สูงศักดิ์ธรรมดาคนหนึ่ง
เพียงแต่เงามืดใต้ดวงตากลับลึกขึ้นกว่าเดิม ราวกับไม่ได้หลับสนิทมานานแล้ว
“เปลี่ยนเสียเถิด” เซียวจิ้นมองนาง “คืนนี้ไม่มีเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้ง ไม่มีองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซิ่ง มีเพียงคนธรรมดาที่ออกไปชมโคมเท่านั้น”
ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็หันหน้ามา สายตาตกลงบนใบหน้าของเขา ก่อนจะพ่นออกมาเย็นชาเพียงสองคำ “ไม่ไป”
เซียวจิ้นไม่โกรธ เพียงโบกมือให้สาวใช้ถอยออกไป แล้วเดินมาหยุดตรงหน้านางด้วยตนเอง “เจ้าถูกขังอยู่ในเรือนนี้มาหลายเดือนแล้ว ไม่อยากมองฟ้าด้านนอกสักหน่อยหรือ”
“ฟ้าด้านนอก?” เยี่ยนหลิงหัวเราะเยาะ “เกรงว่าจะเป็นฟ้าของเป่ยจิ้งพวกเจ้ากระมัง?”
ลูกกระเดือกของเซียวจิ้นขยับขึ้นลงครั้งหนึ่ง เขาไม่ได้ตอบ เพียงก้มตัวลง ปลดโซ่ทองที่ข้อมือนางด้วยมือตนเอง ตัวล็อกคลายออก เสียงโลหะกระทบกันดังใสกังวาน
เยี่ยนหลิงชะงัก มองข้อมือตนเองที่ได้อิสระกลับคืนมา บนผิวขาวนั้นปรากฏรอยแดงจางๆ เป็นวงหนึ่ง
“แค่คืนนี้เท่านั้น” เซียวจิ้นจับข้อมือนางไว้ราวกับกำลังวิงวอน ปลายนิ้วลูบผ่านรอยแดงวงนั้นแผ่วเบา
ฝ่ามือของเขาร้อนนัก ร้อนเสียจนเยี่ยนหลิงอยากสะบัดหนี ทว่ากลับถูกเขากุมไว้แน่น
เยี่ยนหลิงรู้สึกอยู่เสมอว่าเซียวจิ้นไม่เหมือนเดิม ราวกับได้ประสบเรื่องบางอย่างมา
แต่แล้วในใจก็หัวเราะเย็นชา นางจะไปใส่ใจเขาทำไมกัน
ทว่าหากออกจากจวน บางทีอาจหาโอกาสหลบหนีได้
เมื่อตราชั่งผลได้ผลเสียแล้ว สุดท้ายนางก็เปลี่ยนเป็นชุดอ่าวฉวินตัวนั้น ในกระจกทองแดง ชุดสีจันทร์ขับให้ผิวของนางขาวดุจหิมะ เพียงแต่ความเย็นชาระหว่างคิ้วยังคงไม่จางลงแม้แต่น้อย
เซียวจิ้นช่วยผูกสายเสื้อคลุมให้นาง การเคลื่อนไหวอ่อนโยนราวกับกำลังแตะต้องเครื่องลายครามที่เปราะบาง ปลายนิ้วของเขาบางครั้งลูบผ่านใต้คางนางโดยไม่ตั้งใจ แฝงความหวงแหนที่แทบมิอาจจับได้
รถม้ารออยู่แล้วที่ประตูข้าง เรียบง่ายไม่สะดุดตา ไม่มีตราสัญลักษณ์ใดของจวนองค์ชาย หลิ่วชงเป็นผู้บังคับรถด้วยตนเอง องครักษ์ลับอีกสองสามคนแฝงตัวตามไปในฝูงชน
พระนครแห่งเป่ยจิ้งคึกคักสมคำร่ำลือจริงๆ
ตลอดถนนยาวสิบลี้สว่างไสวด้วยแสงโคม โคมนานาชนิดทอดยาวต่อเนื่องไม่ขาดสาย ขบวนเชิดมังกรเชิดสิงโตเคลื่อนผ่านพร้อมเสียงฆ้องกลองกึกก้อง เสียงร้องขายของพ่อค้า เสียงหัวเราะของเด็กๆ เสียงกระซิบกระซาบของคู่รัก ถักทอรวมกันเป็นทะเลมนุษย์อันเดือดพล่าน
เยี่ยนหลิงมิได้เห็นภาพคึกคักเช่นนี้มานานแล้ว เมื่อยังอยู่แคว้นเซิ่ง ทุกปีในคืนหยวนเซียว นางจะพาเยี่ยนรุ่ยออกจากวังมาชมโคม เด็กคนนั้นชอบเบียดอยู่หน้าร้านทายปริศนาโคมไฟนัก คิดหาคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงเพราะอยากได้โคมที่สว่างที่สุดสักดวง
แต่บัดนี้...
“อยากทายปริศนาโคมหรือไม่” เสียงของเซียวจิ้นดังขึ้นข้างหู
เยี่ยนหลิงได้สติกลับมา จึงรู้ว่าตนลงจากรถม้าแล้วเมื่อใดก็ไม่ทราบ กำลังยืนอยู่หน้าร้านโคมแห่งหนึ่ง ภายในร้านแขวนโคมหลากสีเต็มไปหมด ส่วนที่สะดุดตาที่สุดคือโคมแก้วหลิวหลีดวงหนึ่ง ใต้โคมห้อยกระดาษแดงแผ่นหนึ่งไว้ เขียนปริศนาเอาไว้ว่า
“ตะวันลับ กลิ่นหอมโรยรา ชำระใจมนุษย์ให้สิ้นแม้เพียงแต้มเดียว”
เยี่ยนหลิงมองปริศนานั้น พลันนึกถึงหลายปีก่อน ในงานเลี้ยงหยวนเซียวในวังแคว้นเซิ่ง เยี่ยนรุ่ยก็เคยตั้งปริศนานี้เช่นกัน ตอนนั้นเขาเพิ่งหกขวบ พูดด้วยเสียงใสแจ๋วว่า “เสด็จพี่ นี่คือคำว่า ‘หัวโล้น’!”
วันนั้นนางหัวเราะว่าเขาซุกซนเกินไป แล้วลงโทษให้คัดตำรา “หลักมารยาท” สามรอบ
ความทรงจำหลั่งไหลย้อนกลับมาราวกระแสน้ำ โดยไม่ทันตั้งตัว
“คุณหนูทายออกหรือไม่” เจ้าของร้านเป็นชายชรายิ้มตาหยี “ทายถูก โคมหลิวหลีดวงนี้ก็ยกให้คุณหนูเลย”
เยี่ยนหลิงอ้าปาก คำว่า “หัวโล้น” กลับติดอยู่ในลำคอ ไม่ว่าอย่างไรก็เอื้อนออกมาไม่ได้
“เป็นคำว่า ‘หัวโล้น’” เซียวจิ้นตอบแทนนาง
ชายชราตบมือชื่นชม “คุณชายปราดเปรื่องนัก! โคมนี้เป็นของท่านแล้ว”
เซียวจิ้นรับโคมหลิวหลีมา แล้วยื่นไปตรงหน้าเยี่ยนหลิง แสงไฟส่องผ่านเนื้อแก้วหักเหเป็นประกายหลากสี สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา จนดูเหมือนมีความอ่อนโยนอยู่หลายส่วนอย่างน่าประหลาด
เยี่ยนหลิงไม่รับ หันหลังเดินจากไปทันที
เซียวจิ้นถือโคมตามไป ทั้งสองเดินหนึ่งหน้า หนึ่งหลัง ท่ามกลางฝูงชน โดยไม่มีใครพูดอะไร ผ่านหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ด้านในมีคนกำลังเล่านิทานปากเปล่า เรื่องที่เล่ากลับเป็นศึกที่เป่ยจิ้งทำลายแคว้นเซิ่งได้สำเร็จ คนเล่ากระเด็นน้ำลายพลางพรรณนาถึงความห้าวหาญของแม่ทัพทหารม้าฮั่วเจิ้น ว่ากล้าศึกเพียงใด และหนิงหย่วนโหวเปิดประตูเมืองรับข้าศึกอย่างไร จนผู้ฟังเต็มห้องโห่ร้องชื่นชม
ฝีเท้าของเยี่ยนหลิงหยุดชะงัก
นางยืนอยู่นอกโรงน้ำชา ฟังเสียงอึกทึกข้างใน ฟังการล่มสลายของแคว้นเซิ่งถูกยกย่องเป็นตำนานวีรบุรุษ ฟังประชาชนของนางถูกเรียกว่า “ทหารยอมจำนน” “ขุนนางทรยศ”
เล็บจิกฝ่ามือตนเองจนลึก
เซียวจิ้นก้าวขึ้นหน้าหมายจะพานางออกไป แต่จู่ๆ ก็ได้ยินคนในโรงน้ำชาร้องถามเสียงดังว่า “แล้วฮ่องเต้น้อยแห่งแคว้นเซิ่งเล่า? ไม่ใช่ว่าถูกจับเป็นเชลยหรือ”
คนเล่านิทานกระแอมเบาๆ กดเสียงต่ำลง แต่ชัดพอให้คนที่อยู่นอกประตูได้ยิน เซียวจิ้นโดยสัญชาตญาณอยากลากเยี่ยนหลิงออกไป ทว่าไม่ทันเสียแล้ว
“จะว่าไปก็น่าเวทนา เด็กคนนั้นเพิ่งเก้าขวบ ถูกขังอยู่ในเรือนจำหลวง ไม่กี่วันก่อนทนความอัปยศไม่ไหว จึงปลิดชีพตัวเอง!”
“ตายแล้วหรือ” มีคนร้องตกใจ
“ตายแล้ว ศพก็ถูกโยนไปยังสุสานไร้ญาติแล้ว ข้าว่านะ กษัตริย์แห่งแคว้นที่ล่มสลายก็ควรมีสติยอมรับชะตาเช่นนี้...”
ถ้อยคำที่เหลือ เยี่ยนหลิงไม่ได้ยินอีกแล้ว
ในหูมีเพียงเสียงอื้ออึง โลกทั้งใบคล้ายสูญสิ้นเสียงในชั่วพริบตา นางเห็นเพียงริมฝีปากของคนเล่านิทานที่ขยับไปมา เห็นสีหน้าของบรรดาแขกน้ำชาที่ถอนใจคร่ำครวญ เห็นแสงประทีปทั่วฟ้าบิดเบี้ยวกลายเป็นภาพพร่าเลือน
เยี่ยนรุ่ย...ตายแล้วหรือ
น้องชายคนนั้นที่เคยดึงชายแขนเสื้อนางออดอ้อนอยากกินขนมหวาน คนที่นางพยายามปกป้องสุดชีวิต...
ตายแล้ว
สุสานไร้ญาติ
ไร้แม้แต่กระดูกให้เก็บกลับคืน
เยี่ยนหลิงเซถอยหนึ่งก้าว เซียวจิ้นรีบประคองนางไว้ทัน
“อย่าแตะต้องข้า” เสียงของเยี่ยนหลิงแผ่วเบายิ่ง เบาเสียยิ่งกว่าหิมะปลิวแผ่นหนึ่ง
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองเซียวจิ้น แสงจากโคมหลิวหลีสะท้อนอยู่ในดวงตานาง แต่กลับส่องไม่ถึงความมืดมิดลึกไร้ก้นบึ้งในนั้น สิ่งบางอย่างในดวงตาคู่นั้นแตกสลายไปแล้ว แตกสลายอย่างหมดสิ้น
“แผ่นดินแตก บ้านเมืองล่ม วงศ์วานพินาศ...เพราะเหตุใด” นางได้ยินตนเองถามออกไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ริมฝีปากของเซียวจิ้นขยับน้อยๆ แต่ไม่ได้ตอบ เขาอยากบอกว่าเยี่ยนรุ่ยยังไม่ตาย อยากบอกว่าเขาจัดคนส่งอีกฝ่ายออกนอกเมืองไปแล้ว อยากบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ...แต่เขาพูดไม่ได้ ยามนี้สายตาสายหูของเป่ยจิ้งมีอยู่ทุกหนแห่ง คำพูดเพียงคำเดียวที่รั่วไหล ก็อาจทำให้แผนทั้งหมดพังทลาย
ความเงียบของเขา ในสายตาเยี่ยนหลิงกลับกลายเป็นการยอมรับโดยปริยาย
“หึ...” เยี่ยนหลิงหัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะแหลมเศร้าจนคนเดินถนนหันมามอง “ตระกูลเซียวของพวกเจ้า ช่างมีวิธีการเสียจริง ทำลายบ้านเมืองข้า ฆ่าน้องข้า แล้วยังจะรับข้าเป็นชายาอีก เซียวจิ้น เจ้าบอกข้าที พวกเจ้ายังคิดจะชิงอะไรจากข้าไปอีก”
“เยี่ยนหลิง ไม่ใช่อย่างนั้น...”
“อย่าเรียกชื่อข้า!” เยี่ยนหลิงตวาดขัดเขา ในดวงตาสุดท้ายก็มีน้ำตาเอ่อขึ้นมา ทว่าแฝงไว้ด้วยความชิงชังประหนึ่งชุบยาพิษ “เจ้าเอาแผนผังป้องกันเมืองไป มอบให้เป่ยจิ้งช่วยตีประตูแคว้นข้าจนแตก เจ้าเอาข้าไปคุมขัง หักปีกของข้า บัดนี้แม้แต่ญาติคนสุดท้ายของข้า เจ้าก็ยังไม่ยอมปล่อย...เซียวจิ้น เจ้าเคยมีใจจริงต่อข้าบ้างหรือไม่ หรือว่าตั้งแต่แรก ข้าก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของเจ้า”
ทุกถ้อยทุกคำบาดลึกถึงหัวใจ
เซียวจิ้นมองน้ำตาของนาง รู้สึกราวกับหัวใจตนถูกควักออกมาเป็นๆ
เขาอยากกอดนาง อยากบอกความจริงทั้งหมด อยากบอกว่าสิ่งที่เขาทำทั้งหมด ก็เพื่อให้พวกเขามีที่ยืนอยู่สักแห่งในโลกนี้
แต่เขาพูดอะไรไม่ได้เลย มีเพียงปิ่นทองลายดอกเหมยในแขนเสื้อที่กดทับฝ่ามือจนเจ็บ แม้กระทั่งจะมอบให้นางก็ยังมิทันได้ทำ
เขาถือโคมหลิวหลี เดินเข้าไปหาเยี่ยนหลิงช้าๆ
“กลับกันเถิด” เขาทำได้เพียงพูดด้วยเสียงแหบพร่า
“กลับไปที่ใด” เยี่ยนหลิงสะบัดมือเขาออก “กลับไปยังกรงทองนั่นน่ะหรือ กลับไปเป็นนกน้อยเชื่องๆ ในกรงของเจ้าอย่างนั้นหรือ เซียวจิ้น ข้าบอกเจ้าไว้เลย ว่าข้ายอมตายเสียดีกว่า”
นางหันหลัง วิ่งโซซัดโซเซฝ่าฝูงชนไป ก้าวเท้ายิ่งเร็วขึ้นทุกที
ลมค่ำคืนพัดกรอกเต็มแขนเสื้อนาง ราวกับนกตัวหนึ่งที่หลุดพ้นจากกรง ขยับปีกโผทะยานไปสุดชีวิตยังชายเขารกร้างริมพระนคร
เซียวจิ้นเหวี่ยงโคมในมือลงพื้นทันที โคมหลิวหลีแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เขาไล่ตามนางไปยังเขาร้าง
บนเขาร้างนั้นคือหน้าผา เบื้องล่างคือธารน้ำเย็นจัดอันลึกจนมองไม่เห็นก้น
เซียวจิ้นพลันรู้สึกไม่ดี จึงร้องตะโกนตามหลังนางอย่างร้อนรน “เยี่ยนหลิง! หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงของเขาถูกสายลมพัดสลาย แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น