บทที่ 51

หวนคืนครองแผ่นดินเดิม

ยามอิ๋นสามเค่อ ณ จวนองค์ชายใหญ่

แสงคบเพลิงสาดส่องทั่วทั้งจวนสว่างไสวประหนึ่งกลางวันแสกๆ

เหล่าทหารในชุดเกราะเร่งฝีเท้าไปมา เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วระเบียงทางเดิน

องค์ชายใหญ่ถูกคุมตัวมาที่กลางลานตรงหน้า เขาสวมเพียงชุดนอนบางเบาตัวเดียว มวยผมกระจัดกระจายมีเศษใบไม้แห้งติดอยู่ สภาพทั้งตัวทั้งหน้าดูอเนจอนาถถึงขีดสุด

เขาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเซียวจิ้นก้าวฝ่าแสงไฟเข้ามา

“เซียวจิ้น!” เขาตัวสั่น ไม่รู้ว่าเพราะหนาวหรือเพราะกลัว “เป็นเจ้า! หินก้อนนั้น รวมทั้งนักพรตในวันนี้ ล้วนเป็นฝีมือเจ้าทั้งหมด!”

เซียวจิ้นไม่แม้แต่จะสนใจ เพียงยกมือขึ้นให้ลูกน้องอย่างคล่องแคล่ว เหล่าทหารก็เข้าใจทันที กดตัวองค์ชายใหญ่ลงกับพื้นอย่างแรง

หัวเข่ากระแทกลงบนทางหินกรวดกลางลานเกิดเสียงดังสนั่น ถึงขั้นได้ยินเสียงกระดูกหัวเข่าแตกหักดังอึ้กอย่างน่าสะพรึง

องค์ชายใหญ่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ดิ้นรนจะลุกขึ้น แต่ถูกทหารองครักษ์ด้านหลังตรึงไว้แน่นหนา

“เซียวจิ้น!” เสียงของเขาแทบผิดเพี้ยน ราวกับกำลังแผดร้อง “เจ้าลอบปลงพระชนม์พระบิดาชิงบัลลังก์ ฟ้าดินย่อมไม่อาจให้อภัย!”

ในที่สุดเซียวจิ้นก็หันมามองเขาตรงๆ

แสงเพลิงสะท้อนบนใบหน้าอันเย็นกระด้างของเขา “ชิงบัลลังก์?”

เขาหัวเราะต่ำๆ “ใครบอกว่าข้าจะชิงบัลลังก์? พวกเจ้าแย่งชิงใต้หล้านี้ แต่ข้าไม่แย่ง ข้าเพียงแค่...” เขาเน้นทีละคำ “จะเอาแผ่นดินเป่ยจิ้งนี้ไปฝังร่วมกับมารดาข้า!”

รูม่านตาขององค์ชายใหญ่หดวูบ เขามองเซียวจิ้นราวกับมองคนเสียสติ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ไม่ได้หมายความว่าอะไร” สายตาที่เซียวจิ้นมองเขาไม่ต่างจากมองมดปลวก “เจ้าว่าหากข้ายกเป่ยจิ้งให้แคว้นเซิ่ง ให้ผืนแผ่นดินรวมเป็นหนึ่ง จะดีหรือไม่?”

“เจ้ามันบ้าไปแล้วหรือ?” องค์ชายใหญ่เข้าใจสิ่งที่เซียวจิ้นพูดในบัดดล มือทั้งสองที่ถูกไขว้รั้งอยู่ด้านหลังดิ้นรนอย่างรุนแรง “เจ้ากำลังจะทำลายรากฐานบรรพชน!”

เซียวจิ้นแค่นเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าข้าสนใจหรือ?”

เขาก้มตัวลง เงาร่างทอดคลุมร่างขององค์ชายใหญ่ไว้ทั้งตัว

แรงกดดันอันน่าอึดอัดถึงขั้นหายใจไม่ออก

“ข้าเป็นตัวประกันอยู่ในแคว้นเซิ่งเก้าปี ทุกลมหายใจล้วนคิดแต่จะกลับมาเป่ยจิ้ง ส่งพวกเจ้าทั้งฝูง...” เขาเอ่ยช้าๆ ทีละคำ หนักแน่นดุจค้อนหมื่นชั่ง “ไปลงนรก!”

สีหน้าขององค์ชายใหญ่ซีดขาวดุจกระดาษในพริบตา

เซียวจิ้นไม่มองเขาอีก ถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“องค์ชายใหญ่วางแผนปลงพระชนม์ฮ่องเต้ โทษอภัยมิได้ ประทานสุราพิษ!”

เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ เขาก็ไม่หันกลับไปมองอีก หมุนกายเดินออกไปนอกประตูจวน

ด้านหลังเป็นเสียงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งขององค์ชายใหญ่ “เซียวจิ้น เจ้าจะต้องตายโหง! เจ้าคิดว่าตัวเองจะนั่งบนตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคงหรือ? ฮั่วเจิ้นกุมกำลังทหารแสนหนึ่งประจำอยู่ที่แคว้นเซิ่ง เขาไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”

เสียงนั้นค่อยๆ ไกลออกไปตามระยะ จนท้ายที่สุดก็ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย

เซียวจิ้นกล่าวกับคนข้างกายว่า “องค์ชายใหญ่วางแผนปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ด้วยเกรงโทษจึงปลิดชีพตนเอง จงประกาศข่าวนี้ให้ทั่วใต้หล้า!”

“ขอรับ!” ทหารข้างกายกำหมัดรับคำแล้วรีบจากไป

เขาเดินออกจากประตูจวน หลิ่วชงยืนรออยู่ใต้บันได ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “องค์ชาย องค์ชายใหญ่ถูกประหารแล้ว ฝ่าบาทก็สวรรคต บัดนี้นับเป็นจังหวะฟ้าดินมนุษย์พร้อมเพรียง ขอเชิญองค์ชายเสด็จเข้าวังโดยเร็ว สืบทอดราชสมบัติ!”

ฝีเท้าของเซียวจิ้นชะงักลงเล็กน้อย ทว่าเหมือนคาดไว้แล้วว่าเขาจะมารออยู่ที่นี่

แสงไฟวูบไหวอยู่ในดวงตาเขา แต่กลับส่องไปไม่ถึงส่วนลึกอันมืดมิดยิ่งกว่า

“ขึ้นครองราชย์?” เขาเอ่ยเรียบๆ “หลิ่วชง ข้าจำได้ว่าข้าเคยพูดไว้แล้ว ข้าจะทำลายใต้หล้านี้เสีย”

หลิ่วชงอึ้งงัน ไม่อยากเชื่อว่าเซียวจิ้นเอาจริง “องค์ชาย ราชสำนักไร้ผู้เป็นใหญ่ ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง! พระองค์จะทรงเอาแต่พระทัยเช่นนี้ไม่ได้! ถึงตอนนั้น...”

“ถึงตอนนั้น? เช่นนั้นก็รอถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน” เซียวจิ้นตัดบท พลิกกายขึ้นม้า มองเขาจากเบื้องสูง “ระดมทัพสองแสน ออกนอกเมืองไปกับข้า!”

สองแสน? หลิ่วชงสะดุ้งสุดตัว นี่คิดจะทำอะไรกันแน่?

เขาพูดตะกุกตะกัก “บังอาจทูลถามองค์ชาย จะเสด็จไปที่ใดหรือขอรับ?”

เซียวจิ้นกระตุกสายบังเหียนแน่น สายตามองไปไกลสุดสายตา ตรงนั้นคือทิศทางของแคว้นเซิ่ง

“ไปหาฮั่วเจิ้น!”

ทั้งร่างของหลิ่วชงสั่นสะท้าน แทบคิดว่าตนฟังผิดไป

ไปหาฮั่วเจิ้น?

องค์ชายเพิ่งก่อการยึดอำนาจในเมืองหลวง วางยาพิษองค์ชายใหญ่ บัดนี้แทนที่จะฉวยโอกาสเข้าวังยึดอำนาจให้มั่นคง กลับจะนำทัพสองแสนออกจากเมือง ไปหาฮั่วเจิ้นผู้นั้น ผู้กุมกำลังแสนหนึ่งและประจำการอยู่ที่แคว้นเซิ่ง?

“องค์ชาย!” หลิ่วชงทรุดเข่าลงดังตุ้บ เสียงสั่นเครือ “ฮั่วเจิ้นเป็นทหารเก่าฝ่ายสกุลมารดาขององค์ชายใหญ่ ทั้งยังไปมาหาสู่กับองค์ชายใหญ่ใกล้ชิด หากพระองค์เสด็จไปโดยหุนหันเช่นนี้ เกรงว่าเขา...”

“เกรงว่าเขาจะยกทัพต่อต้านหรือ?” เซียวจิ้นมองเขาจากที่สูง แสงไฟวูบวาบอยู่ในดวงตา แต่ไม่อาจส่องถึงความมืดลึกนั้นได้ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

เขากระตุกบังเหียนแน่น ม้าศึกส่งเสียงร้องก้อง ยกกีบหน้าสูง

“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป อีกหนึ่งชั่วยาม กองทัพเคลื่อนพล”

ทันทีที่คำพูดจบลง เสียงกีบม้าก็ดังกระชั้น ก่อนร่างนั้นจะหายลับไปในความมืดของราตรีในพริบตา

หลิ่วชงคุกเข่าอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังอันเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นนั้น แล้วพลันรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว

ความคิดขององค์ชายผู้นี้ เขาไม่เคยคาดเดาได้เลยจริงๆ

สามวันต่อมา นครหลวงเก่าของแคว้นเซิ่ง ค่ายใหญ่เป่ยจิ้ง

ภายในกระโจมแม่ทัพ ฮั่วเจิ้นกำลังจ้องกระดาษรายงานลับบนโต๊ะด้วยความมึนงง

องค์ชายใหญ่ถูกประหาร

ฮ่องเต้สวรรคต

เซียวจิ้นนำทัพสองแสน กำลังมุ่งหน้ามายังแคว้นเซิ่ง

ทุกบรรทัดล้วนเหมือนค้อนหนักหน่วงที่กระแทกลงกลางอกเขา

“ท่านแม่ทัพ...” รองแม่ทัพข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “ในเมื่อองค์ชายใหญ่ถูกประหารแล้ว เช่นนั้นพวกเราควรจะ...”

“ควรจะอะไร?” ฮั่วเจิ้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววสลับซับซ้อนยากหยั่ง “ควรล้างแค้นให้องค์ชายใหญ่อย่างนั้นหรือ?”

รองแม่ทัพเงียบเสียงไปทันที

ฮั่วเจิ้นลุกขึ้นเดินไปยังปากกระโจม เปิดม่านหนาทึบออก

เบื้องหน้าไกลออกไปคือกำแพงหักพังและซากปรักของนครหลวงเก่าแคว้นเซิ่ง เมืองอันเคยรุ่งเรืองแห่งนี้ หลังถูกทัพม้าเหล็กของเป่ยจิ้งเหยียบย่ำ ก็กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังไปนานแล้ว

ชาวบ้านที่หนีได้ก็หนี ที่กระจัดกระจายก็แตกกระเจิง ต่างหลบพวกเขาราวกับหลบงูพิษแมงป่องร้าย

แต่การสร้างคุณงามความชอบของแม่ทัพหนึ่งคน ย่อมต้องแลกด้วยกระดูกหมื่นกอง เสมอมีสิ่งที่ต้องเลือกและต้องสละ

เพียงแต่ราคานี้หนักหนาเกินไปนัก

จู่ๆ เขาก็นึกถึงเซียวจิ้นขึ้นมา

ตอนเซียวจิ้นอายุสิบสองถูกส่งไปแคว้นเซิ่งเป็นตัวประกัน ก่อนจะถูกส่งไป เขาผ่ายผอมเสียยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้ง ทว่าแววตากลับเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น

เก้าปีให้หลัง เขากลับมาอย่างแข็งกร้าวพร้อมความแค้นทะยานฟ้า บุกทำลายแคว้นเซิ่งด้วยตนเองราวคนเสียสติ และคุมขังองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซิ่งเอาไว้

ยามนี้หวนคิดดู คงเป็นเพราะพระมารดาของเขา

แต่บัดนี้เขากลับโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ทิ้งเมืองหลวงเบื้องหลังไว้โดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าพระมารดาของเขาท่ามกลางการแก่งแย่งในราชสำนัก สุดท้ายก็ยังรักษาชีวิตไว้ไม่ได้

ฮั่วเจิ้นพลันสะท้านเยือกขึ้นมา

เขานึกถึงประโยคในรายงานลับคำนั้นขึ้นได้—“ข้าก็เพียงจะเอาแผ่นดินเป่ยจิ้งนี้ไปฝังร่วมกับมารดาข้า”

คนบ้า

นี่มันคนบ้าชัดๆ

แต่เขา ฮั่วเจิ้น มีเหตุผลอันใดต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อองค์ชายใหญ่คนหนึ่งและคนบ้าผู้นี้?

“รายงาน—!”

ม้าศึกตัวหนึ่งควบทะยานมาด้วยความเร็วสูง ทหารสอดแนมบนหลังม้าพลิกตัวลงมาเกือบกลิ้ง เสียงสั่นจนแทบไม่เป็นคำ “ท่าน...ท่านแม่ทัพ! กองทัพสองแสนมาถึงนอกเมืองระยะสามสิบลี้แล้ว! องค์ชายเซียวจิ้นมีคำสั่ง—พรุ่งนี้ยามเหม่า ขอเชิญท่านแม่ทัพออกจากเมืองไปพบ!”

ฮั่วเจิ้นกำม่านหนาทึบแน่น

สามสิบลี้

เพียงข้ามคืนก็บุกมาประชิดใต้กำแพงเมืองได้แล้ว

เขาหันกลับไปมองกระดาษรายงานลับใบนั้นบนโต๊ะ

ก่อนจะค่อยๆ เปล่งออกมาเพียงคำเดียว “ยอมจำนน!”

...

ชายแดนใต้

ราชสำนักเช้าที่เรียกประชุมขึ้นอย่างกะทันหันโกลาหลมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว

เจียงเต้า เสนาบดีกระทรวงพิธีการ คุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง หน้าผากแตะพื้น เสียงทุ้มหนักก้องสะท้อนอยู่ในตำหนัก “กระหม่อมทั้งหลายมิได้คิดขัดขวางที่องค์หญิงจะทรงสำเร็จราชการต่อไป เพียงแต่...กองทัพสกุลหรงภายในสามวันมีการเรียกเปลี่ยนตราสั่งทัพถึงเจ็ดครั้ง การป้องกันชายแดนใต้เปลี่ยนมือทั้งหมด กล้าทูลถามองค์หญิงว่าทรงคิดจะทำสิ่งใดกันแน่? กองทัพสกุลหรงล้วนเป็นคนของพระองค์!”

คำของเขายังไม่ทันจบ ด้านนอกตำหนักก็พลันมีเสียงเกราะกระทบกันดังมา เสียงอาวุธและทหารกรูกันเข้ามา แสงอาทิตย์ในท้องพระโรงถูกบดบังไปเป็นแถบๆ

ขุนนางกว่าสิบคนในตำหนักแข็งค้างพร้อมกัน ต่างหันไปมองสตรีที่ยืนอยู่บนแท่นสูงด้วยความตระหนก

นางคิดจะทำอะไรกันแน่?

เยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้าแท่นบัลลังก์ สีหน้าของนางยิ่งดูสงบนิ่ง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจกังขา “เจ็ดเดือน” จู่ๆ นางก็เอ่ยขึ้น

“ข้าออกจากเมืองหลวงมาเจ็ดเดือน ในยามที่ชะตาความเป็นตายของเสด็จน้องชายยังไม่รู้แน่ชัด พวกเจ้ากลับถวายฎีกาขอตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ถึงเจ็ดฉบับ” นางก้าวลงจากแท่นสูง เสียงฝีเท้าดังก้องชัดในท้องพระโรงอันเงียบงัน “แม่ทัพหรงภักดีต่อบ้านเมือง เฝ้ารักษาแนวหน้าไม่หลับไม่นอน แต่พวกเจ้ากลับทำให้แนวหลังวุ่นวายเสียเอง ท่านทั้งหลายเป็นห่วงแผ่นดินจริงๆ หรือเพียงอยากปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลตนเองกันแน่?”

เจียงเต้ามีเหงื่อเย็นไหลเต็มตัว แต่ก็ยังโต้กลับว่า “องค์หญิงโปรดระวังพระวาจา บ้านเมืองจะ...”

“หนึ่งวันไร้ฮ่องเต้?” เยี่ยนหลิงรับคำเขาต่อ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มกลับไม่แตะถึงดวงตา “ฮ่องเต้ที่ว่าคงมิใช่เยี่ยนเฟยอวี่หรือ?”

ร่างของเจียงเต้าสั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง นางมองออกแล้วหรือ?

เขาเงยหน้าพรวดขึ้น แต่กลับได้ยินเยี่ยนหลิงหัวเราะเย็นชาออกมา “ในเมื่อข้ามาถึงดินแดนชายแดนใต้นี้แล้ว เยี่ยนเฟยอวี่จะเป็นมังกรก็ต้องขดอยู่ต่อหน้าข้า จะเป็นพยัคฆ์ก็ต้องหมอบลงให้ข้า! ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องสงสัยว่าคิดลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์ เพลิงไหม้จวนองค์หญิงใหญ่ที่เมืองหลวง เกรงว่าก็เป็นฝีมือของเขากระมัง?”

สายตาเฉียบคมของเยี่ยนหลิงจับจ้องเจียงเต้า เจียงเต้าเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ และสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่มองทะลุทุกอย่าง ทั้งยังคมกริบจนน่าหวาดหวั่น

ชั่วพริบตา ทั้งร่างเขาก็สั่นเทิ้ม ความรู้สึกไม่สบายใจอันหนักอึ้งถาโถมปกคลุมอยู่ในใจ

ได้ยินเพียงเยี่ยนหลิงตบปลายแขนเสื้อเบาๆ คล้ายปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกไป ราวกับสะบัดเศษขยะชิ้นหนึ่งทิ้ง “เยี่ยนเฟยอวี่ก่อกบฏลบหลู่เบื้องสูง เมื่อครู่ได้ถูกประหารไปแล้ว”

เจียงเต้าได้ยินเสียงเกราะและอาวุธขยับดังซู่ซ่าด้านหลัง เขาคุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วถึงกับทรุดนั่งลงไปแทบเป็นลม

เขาจบสิ้นแล้ว!

เขาไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อองค์หญิงใหญ่เสด็จกลับมา จะอ้างชื่อการประชุมราชสำนักเช้าเรียกทุกคนมารวมกันไว้ที่นี่ แต่กลับส่งกองทัพสกุลหรงไปสกัดเยี่ยนเฟยอวี่แล้วสังหารเสียตรงๆ

เยี่ยนเฟยอวี่ตายแล้ว จุดจบของเขาก็มาถึงเช่นกัน

เขาทรุดนั่งลงอย่างสิ้นหวัง สีหน้าราวคนไร้วิญญาณ

เยี่ยนหลิงไม่มองเขาอีกแม้แต่น้อย นางหันไปมองเหล่าขุนนางในท้องพระโรงที่ต่างก้มหน้าด้วยความนอบน้อมภายใต้แรงกดดันจากเหล่าทหาร ดวงตาฉายแววสังหารวาบหนึ่ง แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกมากลับฟังดูอ่อนโยนเพียงผิวเผิน “ท่านขุนนางทั้งหลายห่วงใยแผ่นดิน ข้าย่อมเข้าใจ” นางยืดกายตรง กวาดตามองรอบด้าน เสียงไม่ดังนัก แต่เพียงพอให้ทุกคนได้ยินชัดเจน จนในท้องพระโรงเงียบถึงขั้นได้ยินแม้เข็มตก “ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นผู้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นเอง!”

นางยกมือชี้ไปยังบัลลังก์มังกรที่ตั้งอยู่สูงบนขั้นบันได ภายในตำหนักอันเรียบง่าย มีเพียงบัลลังก์มังกรนั้นที่หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ เปล่งประกายเจิดจ้า

“ผู้ใดยังมีคำจะพูดอีก?”

ภายในท้องพระโรงเงียบงันราวกับป่าช้า

บางคนอ้าปากจะเอ่ยคัดค้าน แต่เมื่อเห็นประกายคมมีดวาบผ่านตรงเอวของเหล่าทหารหน้าประตู ก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปเงียบๆ

เยี่ยนหลิงรออยู่สามลมหายใจ

สามลมหายใจผ่านไป

“ในเมื่อไม่มี” นางหันกาย เดินขึ้นไปยังแท่นบัลลังก์ทีละก้าว “เช่นนั้นข้าก็จะเป็นฮ่องเต้เพียงผู้เดียวของแคว้นเซิ่ง!”

นางประทับนั่งลงบนบัลลังก์มังกร สะบัดชายแขนเสื้อยาวออก “ตามข้ากลับไปสังหารศัตรู ชิงแผ่นดินเดิมคืนมา”

เหล่าขุนนางมองหน้ากันไปมา ไม่กล้ามีความเห็นขัดแย้งอีก ในที่สุดจึงก้มศีรษะลงพร้อมกัน คุกเข่าถวายบังคมเป็นเสียงเดียว “ฝ่าบาทหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”

10,046 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: