บทที่ 52
แผ่นดินเป็นสินสอด
นอกตำหนัก ทหารนายหนึ่งรีบรุดเข้ามา คุกเข่าลงกับพื้นแล้วกราบทูลว่า “กราบทูลองค์หญิงใหญ่ กองทัพใหญ่แห่งเป่ยจิ้งได้รวมพลอยู่นอกหุบอัสดงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในตำหนัก บรรดาขุนนางพลันฮือฮาขึ้นมาทันที
เยี่ยนหลิงสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง
ครั้นเสียงอื้ออึงค่อยๆ สงบลง เหล่าขุนนางจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าคิ้วตาองค์หญิงใหญ่คมปลาบดุจคมมีด จึงพากันสงบกริบประหนึ่งจักจั่นยามเหมันต์
เสียงของเยี่ยนหลิงเยียบเย็นหนักแน่น “ผู้ใดเป็นแม่ทัพนำทัพมา?”
ทหารผู้นั้นเหงื่อเย็นผุดพราวเต็มหน้าผาก “คือ...คือเซียวจิ้นพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาเยี่ยนหลิงพลันเย็นวาบลงฉับพลัน จากนั้นจึงเอ่ยต่อ “เขาพาคนมามากเท่าใด?”
ทหารหมอบต่ำ มิกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสายตาน่าหวาดหวั่นขององค์หญิงใหญ่ “สายสืบมารายงานว่า ดูเหมือนว่า...มีเพียงหนึ่งหมื่นนายพ่ะย่ะค่ะ”
ความเงียบงันสั้นๆ ปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง
ถัดมา เยี่ยนหลิงก็หัวเราะหยันออกมา “หนึ่งหมื่นคน? ช่างเบื่อชีวิตเสียจริง! หรือเขาคิดว่าแผ่นดินเซิ่งของเราหาคนมิได้แล้ว?”
นางยืนอยู่ตรงนั้น แขนเสื้อกว้างพลิ้วกวาดพื้น “สมกับเป็นเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้งผู้หยิ่งผยอง สมกับเป็นเซียวจิ้น! ในเมื่อเขากล้ามา ข้าจะมีอันใดต้องหวั่นเกรง? ตามข้าออกไปรับศึก!”
นอกหุบอัสดง ลมเหนือพัดกรรโชกกวาดพื้นดิน เหลืองฝุ่นปลิวทอดยาวไปสุดขอบฟ้า
สองทัพเผชิญหน้ากัน ธงศึกลู่ลมสะบัดพลิ้วอยู่กลางกระแสลมแรง
เยี่ยนหลิงควบม้ายืนอยู่หน้ากระบวนทัพ ดาบยาวในมือสะท้อนประกายเย็นเยียบ นางทอดสายตามองไปยังเงาร่างนั้นที่อยู่อีกฟากหนึ่งอย่างไกลลิบ
เซียวจิ้นนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาของพู่หมวกเกราะ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ลุ่มลึกสงบนิ่งดุจหุบเหว
เยี่ยนหลิงเปล่งเสียงออกไป เสียงแข็งกร้าวเย็นชา “เซียวจิ้น เจ้ากล้ามาอีกหรือ!”
เซียวจิ้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คล้ายกำลังมองมายังทิศทางของเยี่ยนหลิง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “การมาครั้งนี้ของข้า มิใช่เพื่อทำลายแผ่นดินเซิ่งของพวกเจ้า”
“หน้าไหว้หลังหลอก!” เยี่ยนหลิงได้ฟังก็หัวเราะเยาะเสียงเย็น “คราวก่อนเจ้าใช้กลอุบายลอบโจมตีจนจับข้าเป็นได้ ครั้งนี้ไม่มีเล่ห์เพทุบาย ไม่มีไส้ศึกให้ใช้แล้ว ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้อีกหรือไม่ รับกระบวนท่า!”
ยังไม่ทันสิ้นคำ นางก็ควบม้าพุ่งออกไป ดาบยาวฟันแหวกอากาศตรงเข้าหาลำคอของเซียวจิ้น
เซียวจิ้นชักกระบี่ขึ้นรับ คมอาวุธสองสายปะทะกันในพริบตา เกิดประกายไฟแตกกระเซ็น
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าทหารเป่ยจิ้งด้านหลังเซียวจิ้นก็พลันขยับกระบวน ม้าศึกพ่นลมหายใจฮึดฮัดอย่างหงุดหงิด ราวกับพร้อมจะกรูเข้ามาพร้อมกันทุกเมื่อ
อาศัยช่องว่างระหว่างการต่อสู้ เซียวจิ้นพลันยกมือขึ้น ตวาดเสียงเข้มว่า “ทุกคนห้ามขยับ!”
เหล่าทหารเป่ยจิ้งตะลึงงัน แต่ก็มิกล้าขัดคำสั่ง
แววประหลาดใจวาบหนึ่งผ่านเข้ามาในดวงตาของเยี่ยนหลิง ทว่าเพลงดาบในมือกลับมิได้ชะลอลงแม้แต่น้อย
กระบวนดาบของนางเฉียบคมดุดัน ทุกกระบวนท่าบีบคั้นประชิดติดกันไม่หยุด ทว่าทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ว่า กระบี่ในมือขวาของเซียวจิ้นชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง
ยอดฝีมือประมือกัน ต่อให้คลาดเพียงหนึ่งกระบวนท่า ก็ย่อมจับได้ในเสี้ยวพริบตา
เยี่ยนหลิงพลันนึกขึ้นได้ มือขวาของเซียวจิ้นนั้นแท้จริงแล้วมีบาดแผลเร้นอยู่
เป็นบาดแผลที่ได้รับระหว่างคุ้มกันนางในคราวกบฏวังหลวง!
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างพลันกดจมลงในใจ แต่คราวนี้นางมิลังเลอีก ดาบยาวพลันเปลี่ยนทิศ ฟันลงอย่างแรงตรงตำแหน่งบาดแผลเก่าบริเวณหัวไหล่ขวาของเขา
เซียวจิ้นครางอู้อี้หนึ่งครั้ง กระบี่ยาวหลุดมือ ร่างทั้งร่างโอนเอนอยู่บนหลังม้า
เยี่ยนหลิงพลิกคมดาบกลับไปจ่อที่ลำคอของเขา หัวเราะเย็นชาพลางกล่าวว่า “เซียวจิ้น เจ้าพ่ายแล้ว!”
ข้อมือของนางออกแรง เตรียมจะปลิดชีพเขาในทันที
ทันใดนั้นเอง ก้อนหินเม็ดหนึ่งพลันพุ่งแหวกอากาศมา กระแทกเข้าที่สันดาบอย่างจัง
ก้อนหินนั้นแฝงพลังมหาศาล ดาบถูกตีจนเฉออก เยี่ยนหลิงรู้สึกเพียงว่าซอกนิ้วชามึนไปทั้งแถบในฉับพลัน
ผู้ใดกัน?
“ใต้คมดาบ โปรดไว้ชีวิตเขาด้วย!”
เสียงหนึ่งอ่อนเยาว์แต่ร้อนรนพลันดังขึ้นกะทันหัน
เยี่ยนหลิงได้ยินเสียงนั้น ร่างทั้งร่างก็สะท้านวูบ
นางหันกลับไปโดยพลัน เห็นเพียงชายชราในชุดคลุมสีเทาสะพายร่างผอมเล็กผู้หนึ่งไว้บนหลัง กำลังเหาะทะยานมาจากที่ไกล
ฝีเท้าของชายชรารวดเร็วยิ่ง พริบตาเดียวก็มาถึงหน้ากระบวนทัพแล้ว
เพ่งมองให้ชัด ชายชราผู้นั้นมีหนวดเคราและเส้นผมขาวโพลน ทว่ารูปร่างกลับแข็งแกร่งคล่องแคล่วประหนึ่งสนเก่า มิใช่คนคุ้นหน้าคุ้นตาหรอกหรือ
รูม่านตาของเยี่ยนหลิงหดวาบ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ นางอุทานออกมาอย่างตกตะลึง “ท่านอาจารย์?”
กลับเป็นอาจารย์ที่หายสาบสูญไปเนิ่นนาน
หลินชิงหยวนวางเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าร้อนใจเต็มที่ลงจากหลัง ทำท่าลูบเคราครั้งหนึ่ง ก่อนแค่นเสียงหึด้วยท่าทีหยิ่งน้อยๆ “บอกเจ้าไปกี่หนแล้ว ข้าไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ หึ ไม่ถูกชะตา!”
แต่เยี่ยนหลิงกลับไม่มีแก่ใจสนใจเขาอีก นางหันไปจ้องเด็กหนุ่มผู้นั้นเขม็ง
เด็กหนุ่มที่หลินชิงหยวนแบกเหาะมานั้นมิใช่ใครอื่น หากเป็นฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ย คำว่า “ใต้คมดาบ โปรดไว้ชีวิตเขาด้วย” เมื่อครู่นี้ก็ออกจากปากเขาเช่นกัน
พระอนุชาที่นางเคยคิดมาโดยตลอดว่าถูกสังหารไปแล้ว
“หวงตี้น้อย...เจ้ายังไม่ตายหรือ?” เสียงของเยี่ยนหลิงสั่นเครือ ดาบในมือนางสั่นจนแทบยึดไว้ไม่อยู่ภายใต้ความตกตะลึงจากการได้กลับคืนมาอีกครั้ง
เยี่ยนรุ่ยรีบวิ่งเข้ามา กางแขนขวางอยู่หน้าร่างเซียวจิ้นอย่างร้อนใจ “เสด็จพี่ ท่านฆ่าเขาไม่ได้!”
เยี่ยนหลิงชะงักงัน “เจ้า...”
“เขาเป็นคนช่วยข้าออกมาจากเป่ยจิ้ง!” เยี่ยนรุ่ยเงยหน้าขึ้น สีหน้าแน่วแน่ดื้อดึง “ข้าถูกคุมขังอย่างลับๆ อยู่ในคุกหลวงแห่งเป่ยจิ้ง เป็นเขาที่เสี่ยงอันตรายพาข้าออกมา เสด็จพี่...เขาไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา!”
เยี่ยนหลิงเบิกตากว้าง ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร ถึงกับพูดไม่ออก
ขณะเดียวกันนั้น เหล่าทหารเป่ยจิ้งด้านหลังเซียวจิ้นเห็นแม่ทัพใหญ่ถูกควบคุมตัว อีกทั้งยังเห็นว่าฮ่องเต้น้อยแห่งแผ่นดินเซิ่งฟื้นคืนจากความตาย จึงพลันโกลาหลขึ้นทันที
พวกเขาพากันตวาดลั่น ชักดาบออกมา กระบวนทัพแตกวุ่นในชั่วพริบตา
สีหน้าเยี่ยนหลิงเย็นลง นางสั่งการทหารด้านหลังให้เข้าล้อมทัพหนึ่งหมื่นนายนี้จากทุกด้าน ก่อนจะจับเป็นทั้งหมด
ครั้นหันกลับไปมองอีกครั้ง สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงแววตาเย็นชาของเซียวจิ้นที่ไม่ใส่ใจสิ่งใดเลย
เขาไม่ใส่ใจแม้แต่ความพ่ายแพ้ของทัพหรือ?
เยี่ยนหลิงไม่เข้าใจอย่างแท้จริง นางจึงไม่มองเขาอีก ทว่านางกลับไม่เห็นว่าเซียวจิ้นกุมบาดแผลที่หัวไหล่ขวาไว้ โดยมีเยี่ยนรุ่ยคอยประคอง เขาค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วมองไปยังเยี่ยนหลิง สายตานั้นสงบนิ่งเสียจนเกือบอ่อนโยน
“เยี่ยนหลิง” เขาเรียกชื่อนาง แผ่นหลังของเยี่ยนหลิงแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะได้ยินเขากล่าวว่า “ขอใช้สามกองทัพเป็นสินสอด ใช้แผ่นดินเป็นสื่อ ข้าจะเป็นตัวประกันด้วยตนเอง ขอสัตย์ว่าจะคืนแผ่นดินเดิมของแคว้นเซิ่งให้ครบถ้วนดังเดิม มิหนำซ้ำยังจะ...ช่วยเจ้าให้รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง”
เยี่ยนหลิงหันกลับมาโดยพลัน
ราวกับแม้แต่เสียงลมในขณะนั้นก็หยุดลงไปแล้ว
นางเห็นเพียงว่าเขาจ้องมองนางแน่วนิ่ง ก่อนกล่าวต่อว่า “มีเพียงเงื่อนไขเดียว—แต่งให้ข้า!”
ดาบยาวในมือเยี่ยนหลิงสั่นไหวเบาๆ
บุรุษผู้นี้คงเสียสติไปแล้วกระมัง เขาไม่กลัวหรือว่าหากมือนางพลาดเพียงคราหนึ่ง ก็อาจฆ่าเขาตายได้ทันที?
เมื่อเห็นเยี่ยนหลิงนิ่งเงียบ เซียวจิ้นก็ทอดสายตาลง พลางหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ “ข้าเคยบอกเจ้าว่า ข้ามีเรื่องสำคัญต้องกลับเป่ยจิ้ง เรื่องสำคัญนั้นก็คือเสด็จแม่ของข้า บัดนี้เสด็จแม่สิ้นพระชนม์แล้ว ในใจข้าเหลือเพียงเจ้าเพียงผู้เดียว”
เยี่ยนหลิงรู้สึกเพียงว่ามีกระแสร้อนสายหนึ่งพุ่งขึ้นมา คล้ายโทสะเดือดพล่าน ทั้งคล้ายอับอายจนไม่อาจทนรับได้ ต่อหน้าทหารสามกองทัพ เขากำลังพร่ำเพ้ออันใดอยู่กันแน่?
นางถือดาบยาว ชี้ตรงไปยังเซียวจิ้น “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร?” เจ้าคนบ้า
ทว่าดาบยาวในมือกลับสั่นไหวตามอารมณ์ที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงเสียจนราวกับจะหลุดมือ
นางไม่เคยรู้สึกถึงความไม่อาจควบคุมเช่นนี้มาก่อน ชั่วขณะนั้นจึงได้แต่กัดฟันจ้องเซียวจิ้นอย่างเคียดแค้น แม้จะทำท่าดุดันแข็งกร้าว แต่แท้จริงกลับไร้พลังอยู่ในที
ทว่าเยี่ยนรุ่ยกลับเข้ามากอดแขนของเยี่ยนหลิงไว้ในเวลานั้นเอง ราวกับกลัวว่านางจะฟันเซียวจิ้นลงไปจริงๆ “เสด็จพี่ พวกเราลองเชื่อเขาสักครั้งเถิด! เดิมทีข้าต้องถูกทรมานอย่างหนักในคุกเป่ยจิ้ง แต่เขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลข้าอย่างดี แล้วยังส่งข้าออกจากคุกได้ทันท่วงที เขาไม่เคยคิดทำร้ายข้าเลย!”
แต่ด้วยเหตุใดก็ไม่รู้ เยี่ยนหลิงกลับนึกถึงวันคืนเหล่านั้นยามถูกเขาคุมขัง นางไม่เคยถูกทำให้ลำบากแม้แต่น้อย กระทั่งความน้อยเนื้อต่ำใจก็ไม่มี เขาถึงกับกลัวว่านางจะสวมไม่อุ่น กินไม่อิ่ม
ตลอดเจ็ดเดือนนั้น เขาแทบเฝ้าอยู่ข้างกายนางทั้งกลางวันและกลางคืน
เดิมนางคิดว่านั่นคือการหยามเหยียด แต่บัดนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป กลับเห็นได้ชัดว่าเป็นการปกป้อง
หัวใจนางไหววูบเล็กน้อย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด มือที่กำดาบแน่นกลับคลายแรงลงแล้ว
แต่แล้วก็ได้ยินเซียวจิ้นเอ่ยขึ้นกะทันหัน “เจ้าจะเกลียดข้าก็สมควรแล้ว ข้ายอมรับว่าครั้งหนึ่งข้าเคยจับเจ้าทั้งเป็นด้วยมือตนเองแล้วพาเข้าไปในคุกใหญ่แห่งเป่ยจิ้ง แต่...” เขาจ้องตานางตรงๆ พลันเปลี่ยนน้ำเสียงในทันที “หากตอนนั้นข้าไม่จับเจ้าไว้ทั้งเป็น จุดจบของเจ้าก็คงเป็นการถูกหนิงหย่วนโหวยิงสังหารท่ามกลางกลียุทธ์ เขาวางตาข่ายฟ้าดินเอาไว้ก่อนแล้ว รอเพียงให้เจ้าก้าวเข้าไปเท่านั้น!”
ร่างของเยี่ยนหลิงแข็งค้างไปทั้งร่าง
หลินชิงหยวนที่อยู่ด้านข้างลูบเคราไปมา แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยแทรกขึ้น “แม่หนู ขอข้าพูดสักคำเถิด ไม่ว่ามองอย่างไร เจ้าก็ไม่ขาดทุนเลยนะ เจ้าเด็กนี่เกรงว่าคงไม่อยากเป็นศัตรูกับเจ้าจริงๆ ไม่เช่นนั้นเหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้! เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ก่อนอื่นพวกเรารักษาแผลให้เด็กนี่ก่อน?”
บัดนี้เองเยี่ยนหลิงจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ตรงรอยแยกของเกราะบริเวณหัวไหล่ขวาของเซียวจิ้นมีเลือดซึมออกมาแผ่วๆ ย้อมชายอาภรณ์ไปกว่าครึ่ง
หัวใจของนางพลันบีบรัดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
หลายต่อหลายครั้ง บาดแผลนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะนาง กระทั่งเป็นฝีมือนางเอง
ดาบในมือนางไม่อาจฟันลงไปได้อีกต่อไป นางจึงเก็บดาบเงียบๆ แล้วหันหน้าไปอีกทาง ไม่มองเขาอีก
ในดวงตาเซียวจิ้นมีรอยยิ้มผุดขึ้น รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนหาได้ยากยิ่ง “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีวันให้อภัยข้าได้ง่ายๆ หรืออาจถึงขั้นเกลียดข้า ข้ายอมรับ หากเจ้าจะฆ่าข้า ข้าก็ยอมรับเช่นกัน เพียงแต่...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มหม่นลง ฟ้ากว้างแผ่นดินไพศาล เพียงชั่วอึดใจ สายตานั้นก็วกกลับมายังใบหน้าของนางอีกครั้ง “แผ่นดินเซิ่งยังมีศึกทั้งภายในและภายนอก ทุกสิ่งล้วนต้องเริ่มต้นฟื้นฟูใหม่ เจ้าซึ่งเป็นสตรีคนหนึ่ง แบกรับใต้หล้าเอาไว้เพียงลำพัง สุดท้ายแล้วมันย่อมเหนื่อยเกินไป”
เขาก้าวมาข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ค่อยๆ เข้าใกล้เยี่ยนหลิง
เยี่ยนหลิงรู้สึกถึงการเข้าใกล้ของเขา จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความระแวดระวัง
รอยยิ้มของเซียวจิ้นชะงักไปชั่วครู่ เขากดความผิดหวังลง ก่อนจะกลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง “ข้าในฐานะเจ็ดหวงจื่อแห่งเป่ยจิ้ง จะพาทหารเอกหนึ่งหมื่นนายมาเป็นตัวประกัน และอยู่ที่แผ่นดินเซิ่งด้วยตนเอง ทหารเป่ยจิ้งเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า เป็นกองกำลังของข้า นับแต่นี้ไปจะเป็นกำลังให้เจ้าบัญชาใช้สอย”
“ไม่มีวันกลับคำ!” เขาเอ่ยทีละคำอย่างหนักแน่น “เยี่ยนหลิง ข้า เซียวจิ้น ชั่วชีวิตนี้มีเพียงเจ้าเพียงผู้เดียว!”
เขามาจริงจังถึงเพียงนี้...
เยี่ยนหลิงถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความไม่อยากเชื่อ
หน้าสามกองทัพ ธงศึกสะบัดดังพึ่บพั่บ
“ท่านพี่เขย!” เยี่ยนรุ่ยพลันร้องออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เยี่ยนหลิงสะท้านไปทั้งร่างโดยพลัน หันไปมองเยี่ยนรุ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
เยี่ยนรุ่ยมองพี่สาวที มองเซียวจิ้นที จู่ๆ ก็สูดลมหายใจแล้วตะโกนเสียงดังว่า “เสด็จพี่ ท่านแต่งกับเขาเถิด! ข้าเรียกเขาว่าพี่เขยไปแล้ว!”
หลินชิงหยวนตบเข้าที่ท้ายทอยเขาฉาดหนึ่ง “เด็กน้อยจะไปรู้อะไร!”
เยี่ยนรุ่ยกุมศีรษะพลางพึมพำอย่างไม่ยอมรับ “ก็จริงนี่นา...”
ถูกเขาก่อเรื่องเช่นนี้เข้า ความเย็นชาและการตั้งป้องกันบนใบหน้าของเยี่ยนหลิงก็พลันปริออกเป็นรอยหนึ่ง เผยให้เห็นความอับอายปนขุ่นเคืองที่ยากจะบรรยาย
นางมองเซียวจิ้นนิ่งๆ ทั้งสองสบตากัน
ผ่านไปครู่ใหญ่...
เยี่ยนหลิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเก็บดาบเข้าฝัก
เซียวจิ้นมิได้พูดอะไรอีกตั้งแต่ต้นจนจบ เพียงแต่แววตานั้นอ่อนโยนเสียจนแทบหยดน้ำได้
เยี่ยนหลิงหันหลังให้เขา หันไปทางเหล่าทหารทั้งสามกองทัพ แล้วออกคำสั่งว่า “ทหาร จับเหล่าทหารเป่ยจิ้งคุมตัวเข้าค่ายใหญ่ เฝ้าระวังเข้มงวด”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง โดยไม่หันกลับมา “ส่วนเซียวจิ้น...” นางถอนใจเบาๆ “ก่อนอื่นนำตัวไปคุมไว้ในกระโจมของข้า ข้าจะสอบสวนเขาด้วยตนเอง”
เซียวจิ้นได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ดูท่าว่าจะยังมีทางพลิกผัน
เยี่ยนรุ่ยกลับเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาอย่างเหนือคาด เสียงดังพอให้ทหารทั้งสามกองทัพได้ยินกันทั่ว แม้น้ำเสียงยังอ่อนเยาว์แต่กลับแฝงความฉงนอยู่ด้วย “ท่านพี่เขย เสด็จพี่ของข้านี่คิดจะให้ท่านค้างคืนหรือ?”
เซียวจิ้นไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง พลางมองไปยังแผ่นหลังของเยี่ยนหลิง คล้ายกำลังอธิบาย “เด็กพูดไปตามประสา”
หลินชิงหยวนกลอกตาหนึ่งครั้ง “เฒ่าคนนี้ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
เหล่าทหารต่างมองปลายจมูกของตน ปลายจมูกจรดใจ กฎระเบียบทางทหารอันเคร่งครัดทำให้พวกเขามิอาจซุบซิบกันได้ในทันที แต่ประกายชอบเผือกในแววตานั้นกลับซ่อนไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
ไกลออกไป แผ่นหลังของเยี่ยนหลิงชะงักไปเล็กน้อย ราวกับสุดจะอดกลั้นได้อีก ปลายหูของนางจึงแดงซ่านขึ้นมาในที่สุด
นอกหุบอัสดง ลมเหนือยังคงกวาดฝุ่นเหลืองปลิวฟุ้งไปจนสุดนภา พาดเอาแสงอัสดงขึ้นมาเชื่อมประสานกับสีของฟ้าเป็นผืนเดียว
เพียงแต่...การเผชิญหน้าระหว่างคนทั้งสองในครานี้ สุดท้ายแล้วกลับมิใช่การประจันคมดาบดั่งน้ำกับไฟอีกต่อไป
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น